<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>www.alai2u.com</title>
	<atom:link href="http://www.alai2u.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.alai2u.com</link>
	<description>ซื้อ-ขาย อะไหล่ รถ ทุกชนิด</description>
	<lastBuildDate>Sat, 07 Nov 2009 05:24:25 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>จัมพ์แบต เรื่องง่ายๆที่ทำ(ไม่)ยาก</title>
		<link>http://www.alai2u.com/80/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/80/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Nov 2009 05:24:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[จัมพ์แบต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=80</guid>
		<description><![CDATA[จัมพ์แบต เรื่องง่ายๆที่ทำ(ไม่)ยาก

เวลาขับรถบนท้องถนน ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด แต่บ่อยครั้งก็มักเกิดปัญหาไม่คาดคิดโดยเฉพาะปัญหาแบตเตอรี่หมด ที่ทำให้ระบบเครื่องยนต์หยุดชะงัก และเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขเฉพาะหน้า ด้วยวิธีการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “จัมพ์แบตเตอรี่” เพื่อให้เกิดกำลังไฟเพียงพอที่จะทำให้ระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ทำงาน และสามารถเดินรถต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

ขั้นตอนที่ 2 ต่อหัวสายพ่วงสีแดงอีกด้านเข้ากับขั้วบวกแบตเตอรี่รถที่มีไฟ
นายประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการ บริษัท สยามยีเอส แบตเตอรี่ จำกัด และบริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “GS แบตเตอรี่” ให้คำแนะนำว่าปัญหาของแบตเตอรี่หมดระหว่างการขับรถบนท้องถนนอาจเกิดได้จาก หลายสาเหตุ ทั้งสายต่อไดชาร์จหลวม น้ำกลั่นหมด แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือกำลังไฟของแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอ การจัมพ์แบตเตอรี่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจะต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์เสริม และต่อสายพ่วงกับรถยนต์อีกคันหนึ่งในการชาร์จไฟ เพื่อให้ระบบได้ทำงาน หลังจากนั้นจึงนำรถยนต์ไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ และเช็คสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์จากช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง

ขั้นตอนที่ 3 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับขั้วลบแบตเตอรี่ที่มีไฟ
“การ จัมพ์แบตเตอรี่สามารถทำได้เอง แต่ต้องระมัดระวัง เพราะแบตเตอรี่ มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำกรดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวการกัดกร่อนพื้นผิว ซึ่งขณะที่แบตเตอรี่กำลังทำงานจะเกิดก๊าซไฮโดรเจนสะสมในตัวแบตเตอรี่ จึงควรระวังในเรื่องประกายไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างจัมพ์แบตเตอรี่ได้”
 **วิธีการ ‘จัมพ์แบตเตอรี่’**
เมื่อแบตเตอรี่หมดให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถและ ขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จัมพ์แบต เรื่องง่ายๆที่ทำ(ไม่)ยาก</strong></p>
<p><img onclick="zoom(this)" src="http://news.unseencar.com/thumb2/1558.jpeg" border="0" alt="" /><br />
เวลาขับรถบนท้องถนน ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด แต่บ่อยครั้งก็มักเกิดปัญหาไม่คาดคิดโดยเฉพาะปัญหาแบตเตอรี่หมด ที่ทำให้ระบบเครื่องยนต์หยุดชะงัก และเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขเฉพาะหน้า ด้วยวิธีการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “จัมพ์แบตเตอรี่” เพื่อให้เกิดกำลังไฟเพียงพอที่จะทำให้ระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ทำงาน และสามารถเดินรถต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ<br />
<img onclick="zoom(this)" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008148002.JPEG" border="0" alt="" /></p>
<p>ขั้นตอนที่ 2 ต่อหัวสายพ่วงสีแดงอีกด้านเข้ากับขั้วบวกแบตเตอรี่รถที่มีไฟ<br />
นายประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการ บริษัท สยามยีเอส แบตเตอรี่ จำกัด และบริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “GS แบตเตอรี่” ให้คำแนะนำว่าปัญหาของแบตเตอรี่หมดระหว่างการขับรถบนท้องถนนอาจเกิดได้จาก หลายสาเหตุ ทั้งสายต่อไดชาร์จหลวม น้ำกลั่นหมด แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือกำลังไฟของแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอ การจัมพ์แบตเตอรี่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจะต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์เสริม และต่อสายพ่วงกับรถยนต์อีกคันหนึ่งในการชาร์จไฟ เพื่อให้ระบบได้ทำงาน หลังจากนั้นจึงนำ<span onclick="tagshow(event)">รถยนต์</span>ไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ และเช็คสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์จากช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง<br />
<img onclick="zoom(this)" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008148003.JPEG" border="0" alt="" /></p>
<p>ขั้นตอนที่ 3 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับขั้วลบแบตเตอรี่ที่มีไฟ<br />
“การ จัมพ์แบตเตอรี่สามารถทำได้เอง แต่ต้องระมัดระวัง เพราะแบตเตอรี่ มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำกรดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวการกัดกร่อนพื้นผิว ซึ่งขณะที่แบตเตอรี่กำลังทำงานจะเกิดก๊าซไฮโดรเจนสะสมในตัวแบตเตอรี่ จึงควรระวังในเรื่องประกายไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างจัมพ์แบตเตอรี่ได้”</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"> **วิธีการ ‘จัมพ์แบตเตอรี่’**</span></p>
<p>เมื่อแบตเตอรี่หมดให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถและ ขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก (+) ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด หลังจากนั้นนำหัวต่ออีกข้างต่อเข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีเขียวหรือสีดำซึ่งเป็นสายขั้วลบมาต่อกับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าสายพ่วงต่อแน่นหนา<br />
<img onclick="zoom(this)" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008148004.JPEG" border="0" alt="" /></p>
<p>ขั้นตอนที่ 4 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ<br />
ต่อ จากนั้นนำสายหัวต่อที่เหลือต่อเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องยนต์หรือตัว ถังรถยนต์ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด โดยควรต่อให้ห่างจากแบตเตอรี่มากที่สุด จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่มีไฟ ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อยเพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า หลังจากนั้น เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด จากนั้นเร่งเครื่องยนต์ประมาณ 1,500 &#8211; 2,000 รอบ/นาที เพื่อเช็คดูว่าประจุไฟเข้าหลังจากการชาร์จหรือไม่ ซึ่งถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับแสดงว่าการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สำเร็จ</p>
<p>จากนั้นถอดสายพ่วงสีเขียว หรือสายขั้วลบ (-) ออกจากตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่หมด และตามด้วยหัวต่อขั้วลบของแบตเตอรี่ที่มีไฟ จากนั้นจึงถอดสายสีแดงหรือสายขั้วบวก (+) จากรถคันที่แบตเตอรี่หมด และถอดหัวสายพ่วงจากแบตเตอรี่ที่มีไฟ ปิดฝาช่องเติมน้ำกลั่นให้ครบทุกช่องและควรสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือขับรถไปเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คเครื่องยนต์และเปลี่ยนแบตเตอรี่ ใหม่<br />
<img onclick="zoom(this)" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008148005.JPEG" border="0" alt="" /></p>
<p>ขั้นตอนที่ 5 สตาร์ทเครื่องยนต์เริ่มจากรถที่แบตเตอรี่มีไฟก่อน</p>
<p><strong> **ปลอดภัยเวลา “จัมพ์แบตเตอรี่”**</strong></p>
<p>- ไม่สตาร์ทเครื่องยนต์ระหว่างต่อสายพ่วงแบตเตอรี่<br />
- เวลาต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ อย่าสูบบุหรี่หรือทำสิ่งใดๆ และระวังอย่าให้สายพ่วงแบตเตอรี่สัมผัสกัน เพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟได้<br />
- ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ทั้งขั้วบวกและขั้วลบ โดยใช้น้ำร้อนราดที่ขั้วแบตเตอรี่ทั้ง 2 ขั้ว เพื่อขจัดคราบเกลือที่เกาะติดอยู่<br />
- ตรวจเช็คกำลังไฟของแบตเตอรี่ก่อน เพราะแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์ หรือ 24 โวตล์ ไม่สามารถนำมาพ่วงกับแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ได้ เพราะอาจทำให้แบตเตอรี่เกิดการระเบิดขึ้นได้<br />
- ตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่ก่อนทุกครั้ง โดยดูจากที่วัดของแบตเตอรี่ หรือใช้ที่วัดความถ่วงจำเพาะ(HYDROMETER) บริเวณด้านข้างของแบตเตอรี่ ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆ เช่น สีเขียว = ประจุไฟฟ้าเต็ม สีน้ำตาลหรือสีดำ = ประจุไฟหมด สีเหลือง=แบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/80/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คืนสู่ยุคเทอร์โบ</title>
		<link>http://www.alai2u.com/58/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9a.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/58/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9a.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Nov 2009 18:18:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[เทอร์โบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=58</guid>
		<description><![CDATA[



คืนสู่ยุคเทอร์โบ









ก็ เป็นที่ทราบกันแล้วว่าอุปกรณ์ที่สามารถจะเพิ่มพลังและประสิทธิภาพให้กับ เครื่องยนต์ชนิดลูกสูบมีอยู่2ชนิดเท่านั้นก็คือระบบเทอร์โบ ชาร์จ กับระบบซูเปอร์ชาร์จ ซึ่งต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันออกไป ความแตกต่างที่ไม่ห่างจากกันนัก ก็เลยเป็นเรื่องท้าทายทาง วิศวกรรมกันมาโดยตลอด เป็นเวลากว่า 50 ปี ซึ่งอันที่จริงระบบอัดอากาศชนิดเทอร์โบชาร์จ ก็ได้มีการจดสิทธิบัตรกันไว้ ตั้งร่วมร้อยปี มาแล้ว แต่ก็ยังหาวัสดุที่เหมาะสม และมีความคงทนต่อการใช้งานยังไม่ได้ จนกาลเวลาผ่านไปร่วม ๆ 30 ปี เห็นจะได้ จึงสามารถพบวัสดุ ที่คงทนมาใช้ แต่รายละเอียดทางด้านทางเทคนิคก็ยังมีไม่มาก แม้กระทั่งวิธีการผลิต จึงทำให้มีต้นทุนสูงและมีอายุใช้งานไม่นาน ด้วย เหตุผลหลายประการ ก็เลยมีแต่ซูเปอร์ชาร์จ เท่านั้น ที่ครองตลาดในยุคก่อน









 ระบบซูเปอร์ชาร์จ ก็คือการอัดอากาศโดยวิธีกลไก เอาอากาศเข้ามาแล้วบีบให้ลดปริมาตรลง คล้าย ๆ กับพวกปั๊มลมที่เราคุ้นเคย พวกนี้ ภาษาต่างชาติ ว่าเป็นระบบอัดอากาศชนิดคงตัว คือสามารถคิดคำนวณอากาศต่อจำนวนรอบของเครื่องอัดได้อย่างแน่นอน การเพิ่มแรงอัด หรือการเพิ่มบูสต์ สามารถทำได้โดยง่าย โดยการปรับรอบของซูเปอร์ชาร์จให้เร็วขึ้น โดยการเพิ่มอัตราทด ซึ่งโดยมากจะเป็นระบบขับ เคลื่อนด้วยสายพานอยู่แล้ว การปรับความเร็วก็ปรับที่พูลเลย์ให้เล็กลงที่ซูเปอร์ชาร์จ ก็จะได้บูสต์ที่เพิ่มขึ้นทันที








 ข้อดีของซูเปอร์ชาร์จก็คือ สามารถมีการอัดอากาศได้ในทันที ในค่อนข้างทุก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="580" bgcolor="#ffffff">
<tbody>
<tr>
<td align="center">
<h1 style="margin: 0pt; font-size: 16px;">คืนสู่ยุคเทอร์โบ</h1>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="center"><img src="http://news.unseencar.com/thumb2/1380.jpg" alt="คืนสู่ยุคเทอร์โบ" /></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">ก็ เป็นที่ทราบกันแล้วว่าอุปกรณ์ที่สามารถจะเพิ่มพลังและประสิทธิภาพให้กับ เครื่องยนต์ชนิดลูกสูบมีอยู่2ชนิดเท่านั้นก็คือระบบเทอร์โบ ชาร์จ กับระบบซูเปอร์ชาร์จ ซึ่งต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันออกไป ความแตกต่างที่ไม่ห่างจากกันนัก ก็เลยเป็นเรื่องท้าทายทาง วิศวกรรมกันมาโดยตลอด เป็นเวลากว่า 50 ปี ซึ่งอันที่จริงระบบอัดอากาศชนิดเทอร์โบชาร์จ ก็ได้มีการจดสิทธิบัตรกันไว้ ตั้งร่วมร้อยปี มาแล้ว แต่ก็ยังหาวัสดุที่เหมาะสม และมีความคงทนต่อการใช้งานยังไม่ได้ จนกาลเวลาผ่านไปร่วม ๆ 30 ปี เห็นจะได้ จึงสามารถพบวัสดุ ที่คงทนมาใช้ แต่รายละเอียดทางด้านทางเทคนิคก็ยังมีไม่มาก แม้กระทั่งวิธีการผลิต จึงทำให้มีต้นทุนสูงและมีอายุใช้งานไม่นาน ด้วย เหตุผลหลายประการ ก็เลยมีแต่ซูเปอร์ชาร์จ เท่านั้น ที่ครองตลาดในยุคก่อน</span></p>
<p><span style="font-size: x-small;"><span id="more-58"></span><br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;"><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/2.jpg" alt="" width="500" height="300" /></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ระบบซูเปอร์ชาร์จ ก็คือการอัดอากาศโดยวิธีกลไก เอาอากาศเข้ามาแล้วบีบให้ลดปริมาตรลง คล้าย ๆ กับพวกปั๊มลมที่เราคุ้นเคย พวกนี้ ภาษาต่างชาติ ว่าเป็นระบบอัดอากาศชนิดคงตัว คือสามารถคิดคำนวณอากาศต่อจำนวนรอบของเครื่องอัดได้อย่างแน่นอน การเพิ่มแรงอัด หรือการเพิ่มบูสต์ สามารถทำได้โดยง่าย โดยการปรับรอบของซูเปอร์ชาร์จให้เร็วขึ้น โดยการเพิ่มอัตราทด ซึ่งโดยมากจะเป็นระบบขับ เคลื่อนด้วยสายพานอยู่แล้ว การปรับความเร็วก็ปรับที่พูลเลย์ให้เล็กลงที่ซูเปอร์ชาร์จ ก็จะได้บูสต์ที่เพิ่มขึ้นทันที<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/7.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ข้อดีของซูเปอร์ชาร์จก็คือ สามารถมีการอัดอากาศได้ในทันที ในค่อนข้างทุก ๆ ความเร็วของเครื่องยนต์ การตอบสนองดีกว่าเทอร์โบ อยู่มาก แต่ในความดี มันก็มีความไม่ดี เพราะซูเปอร์ชาร์จ ต้องใช้จากขับเคลื่อน จากเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องรถยนต์ จึงมีการสูญเสียพลัง งานในการขับเคลื่อนไปพอสมควร อีกทั้งยังมีการสึกหรอค่อนข้างมาก เพราะตัวปั๊มจะต้องทำงานได้โดยปราศจาก น้ำมันหล่อลื่น อีกทั้ง ระยะห่างระหว่างผนังและตัวโรเตอร์ ต้องมีให้น้อยที่สุด เพื่อการสูญเสียแรงอัดให้น้อย ดีที่สุดคือ ไม่มีระยะห่างเลย เช่น ในตัวเครื่องยนต์ ที่มีลูกสูบในกระบอกสูบชิดติดกัน แถมยังมีแหวนลูกสูบเป็นตัวช่วยกันอากาศรั่วลงมาตามข้าง ๆ ลูกสูบ แต่ระเบบนี้ต้องการน้ำมันหล่อลื่น เป็นตัวลดแรงเสียดทาน ซึ่งในซูเปอร์ชาร์จจะไม่สามารถมีระบบหล่อลื่นเข้ามาช่วย จึงไม่สามารถสร้างให้ชิดติดผนัง ต้องอาศัยลูกปืนหัว ท้าย บังคับตัวโรเตอร์ไว้ ส่วนการหมุนของโรเตอร์ ก็ต้องถูกบังคับด้วยเฟืองที่บังคับการหมุนร่วมกัน เฟืองที่ว่ามันจะอยู่ภายนอกเสื้อของ ห้องอัดอากาศ และมีห้องเกียร์ต่างหากออกไป และในห้องเกียร์นี้จำเป็นต้องมีการหล่อลื่นด้วยน้ำมัน ระหว่างห้องทั้งสองก็จะต้องมีซีลกัน ไว้ กันไม่ให้น้ำมันรั่วเข้าไปในห้องอัดอากาศ แต่เนื่องจากโรเตอร์ของซูเปอร์ชาร์จ มีความเร็วรอบค่อนข้างสูง คืออยู่ในระดับถึงหมื่นกว่า รอบต่อนาที อีกทั้งยังมีน้ำหนักตัวเองค่อนข้างมาก ทำให้อายุใช้งานสั้นกว่าเครื่องยนต์อยู่มาก เช่น อายุขัยของเครื่องยนต์เวลานี้ อาจใช้งาน ได้ถึง 5 แสนกิโลเมตร แต่พวกซูเปอร์ชาร์จก็จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 1 แสนกิโลเมตรเท่านั้น<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/1.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> เนื่องจากการทำงานของซูเปอร์ ชาร์จ สามารถตื่นตัวได้เร็ว ทางกลุ่มวิศวกรของเบนซ์ ก็เลยมีแนวความคิดที่จะยืดอายุการใช้งานของ ซูเปอร์ชาร์จออกไป โดยการออกแบบให้มีการทำงานเฉพาะเวลาที่ต้องการเท่านั้น คือในระหว่างใช้ความเร็วปกติ หรือไม่ได้มีการเร่ง เครื่องยนต์อย่างรุนแรง ก็จะตัดการทำงานของซูเปอร์ชาร์จไว้ โดยใช้ระบบคลัตช์ไฟฟ้าควบคุม เป็นลักษณะเช่นเดียวกับแอร์คอมเพรส เซอร์ ฟังดูแล้วเหมือนจะดี และแก้ปัญหาอายุขัยของซูเปอร์ชาร์จไปได้ เพราะโดยความจริง การเร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรง เป็นช่วงเวลา ส่วนน้อยของการใช้งานเท่านั้น แต่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นมา ก็คือการให้ซูเปอร์ชาร์จกลับมาทำงาน เพราะในช่วงที่ใช้ความเร็วสูงอยู่แล้ว และต้องการอัตราเร่งเพิ่ม การเอาซูเปอร์ชาร์จที่หยุดหมุนอยู่กลับเข้ามา จึงเป็นปัญหาใหญ่มาก ของที่หยุดอยู่จะต้องกลับมาหมุนที่หมื่น กว่ารอบในทันที ต้องกระชากกันขนาดหนักเลยทีเดียว จะเปรียบก็เหมือนกับการลากรถด้วยเชือก คือปล่อยให้เชือกหย่อนมาก แล้วรถคัน หน้าก็ออกตัวเร็ว ผลก็คือเชือกขาด อาการในส่วนนี้กลับเป็นตัวทำลาย ทำให้เกิดการชำรุดแบบเฉียบพลัน</span></p>
<p>กลุ่มวิศวกรก็พยายามปรับปรุงในส่วนนี้อยู่เป็นปี แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะปัญหาเหล่านี้ไปได้ ในที่สุดก็จำยอมให้มันหมุนไปกับ เครื่องยนต์ตลอดเวลา เพียงแต่แก้ไขทิศทางลมที่จะป้อนเข้าซูเปอร์ชาร์จ คือเวลาใช้งานตามปกติก็ไม่ให้ลมผ่านเข้าไป คือบายพาสเข้า เครื่องโดยตรง วิธีนี้เป็นการลดแรงกระแทกจากการปั๊มลมไปได้ส่วนใหญ่ แต่อายุการใช้งานก็จะไม่ได้ดีขึ้นมากนัก</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/3.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> จากการเพียรพยายามแก้ไขปัญหา อยู่หลายปี ในที่สุดก็ยอมแพ้ต่อความเป็นจริง กลุ่มของ MB น่าจะเรียกว่าเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ยอมถอย หลังออกมาจากการใช้ระบบซูเปอร์ชาร์จ ซึ่งต่างจากกลุ่มวิศวกรของญี่ปุ่น พวกนี้ตื่นตัวเร็ว พอใครเขาทำอะไรกัน ญี่ปุ่นก็ทำบ้าง แต่ถ้าเห็น ท่าจะไปไม่รอด พวกนี้จะเปลี่ยนแผนในทันที และเลิกล้มโครงการไปเสียง เช่น ระบบซูเปอร์ชาร์จของโตโยต้า ที่ออกสู่ตลาดอยู่พักหนึ่ง และก็เลิกผลิตไปหลาย ๆ ปีมาก่อนแล้ว ยังจะเหลือให้เห็นก็คือ โดนวิศวกรชาวไทย นำเอาซูเปอร์ชาร์จไปทำเครื่องปั๊มลมส่งกุ้งส่งปลากัน ดังจะเห็นอยู่เสมอ ๆ ที่ติดตั้งอยู่บนรถปิกอัพ การใช้งานของซูเปอร์ชาร์จเกิดความเหมาะสมลงตัว เช่น ปั๊มลมที่ให้อากาศได้จำนวนมาก อีกทั้งยังปราศจากไอน้ำมัน เพราะซูเปอร์ชาร์จคือปั๊มลมที่ไม่ต้องใช้การหล่อลื่นในการอัดอากาศ<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/6.jpg" alt="" width="500" height="465" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> หลังจากสิ้นสุดความพยายามของ วิศวกรเบนซ์ ที่จะใช้ซูเปอร์ชาร์จต่อไป เครื่องยนต์ที่ได้พัฒนาไว้สำหรับซูเปอร์ชาร์จก็ยังมีอยู่ เครื่อง ยนต์ชนิดนี้จะมีขนาดความจุเรียกว่ามาตรฐาน จะเป็นรุ่น 180, 200, 230 มันจะเป็นเครื่องยนต์ที่มีความจุเท่ากัน คือไม่ต้องไปพัฒนา เครื่องยนต์ขึ้นมาหลาย ๆ แบบ เพราะจะต้องลงทุนมาก สู่มาเล่นวิธีนี้จะดีกว่า เพียงแค่ปรับปรุงวัสดุภายในให้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แล้วก็เพิ่ม บูสต์เข้าไป มันก็ได้แรงม้าที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว กลายเป็นรถที่มีพลังมากขึ้น และราคาก็แพงขึ้นได้ ซึ่งวิธีการนี้มีใช้กันอยู่หลาย ๆ ยี่ห้อ เช่น กลุ่ม วอลโว่ และซาบ คือเอาเครื่องยนต์ที่มีอยู่มาปรับปรุง ใส่เทอร์โบเข้าไป แค่นี้ก็ได้เครื่องยนต์ที่มีพลังแตกต่างออกไปแล้ว ไม่ต้องไปออกแบบ กันใหม่ ทั้งเครื่องยนต์ ทั้งเกียร์ ซึ่งในทุกวันนี้ จะมีค่าใช้จ่ายเป็นพันเป็นหมื่นล้าน ในการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ขึ้นมาสักเครื่องหนึ่ง<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/4.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> เครื่องยนต์ของเบนซ์ในรุ่น ใหม่ ที่เคยเป็นซูเปอร์ชาร์จ ก็จะมาเป็นการใช้เทอร์โบชาร์จแทน แต่ก็ยังไว้ลายอยู่อย่าง ก็คือพยายามจะไม่ เดินตามรอยของคนอื่น ๆ เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ๆ ก็ยังอุตส่าห์ใส่เทอร์โบเข้าไปถึงสองตัว ตรงนี้ความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเทอร์โบ ตัวเดียว มันแทบไม่รู้สึก แต่ความยุ่งยากในการทำและโอกาสที่มันจะชำรุด ย่อมมีเป็น 2 เท่า ของเทอร์โบตัวเดียว ก็คงต้องดูไป เพราะกาล เวลาเท่านั้น จะเป็นเครื่องพิสูจน์ผลงานของกลุ่มวิศวกรเหล่านี้ ขอเพียงแต่ว่า เราอย่าไปเป็นหนูทดลองอย่างง่าย ๆ ก็แล้วกัน</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/58/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9a.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้จัก รู้ใช้ ถุงลมนิรภัย</title>
		<link>http://www.alai2u.com/56/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/56/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 09:10:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ถุงลมนิรภัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=56</guid>
		<description><![CDATA[
รู้จัก รู้ใช้ ถุงลมนิรภัย ใคร ที่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสามารถของถุงลมนิรภ ัยนับว่าโชคดีนักล่ะ เพราะหากได้ใช้เมื่อไหร่นั้นหมายความว่า นำมาซึ่งอุบัติเหตุ จึงมาทำความรู้จักพร้อมประสิทธิภาพในหลายจุดและหลายร ูปแบบที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อน  การทำงานของระบบถุงลมนิรภัยจะคล้ายๆ กัน คือจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการชน และส่งสัญญาณไปยังกล่องควบคุมเพื่อสั่งให้ถุงลมพองตั วอย่างรวดเร็ว หากมีการชนอย่างรุนแรง ที่สำคัญคือต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเพราะจะช่วยรั้งให้เ ราอยู่กับเบาะหากเกิดการชน ทั้งลดการบาดเจ็บได้อย่างมาก สมัยนี้ถุงลมนิรภัยมีอยู่ในหลายจุดหลายรูปแบบ ซึ่งผู้ใช้รถเองอาจไม่ทราบเลยว่ามีถุงลมแบบนี้อยู่ใน รถด้วย  ถุงลมด้านหน้า (Front Airbog) หากมีการชนอย่างรุนแรงเซ็นเซอร์จะจับได้ว่ามีแรงปะทะ เกินค่าที่กำหนดถุงลมจะพองตัวภายในเวลา 0.015-0.030 วินาที ในการชนด้านหน้า เข็มขัดนิรภัยจะดึงร่างกายส่วนล่างและส่วนบน ส่วนถุงลมจะช่วยรองรับหน้าอกและศีรษะ  ถุงลมด้านข้าง (Side Airbog) จะมีเซ็นเซอร์ลักษณะเดียวกับด้านหน้า การติดตั้งอาจมีอยู่ที่แผงประตูหรือที่ตัวเบาะนั่งก็ ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต  ม่านถุงลม (Curtain Airbog) หากเกิดการชนด้านข้างในระดับปานกลางถึงรุนแรง ถุงลมแบบม่านจะพองตัวลงมา พร้อมการดึงกลับของเข็มขัดนิรภัย  ถุงลมป้องกันเข่าและขา (Knee Airbog) จะซ่อนอยู่ใต้คอนโซลด้านผู้ขับขี่ บริเวณหัวเข่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.alai2u.com"><img class="alignnone" title="ถุงลม" src="http://www.thaiautoserver.com/images/tech/2_3.jpg" alt="" width="356" height="230" /></a></p>
<p>รู้จัก รู้ใช้ ถุงลมนิรภัย ใคร ที่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสามารถของถุงลมนิรภ ัยนับว่าโชคดีนักล่ะ เพราะหากได้ใช้เมื่อไหร่นั้นหมายความว่า นำมาซึ่งอุบัติเหตุ จึงมาทำความรู้จักพร้อมประสิทธิภาพในหลายจุดและหลายร ูปแบบที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อน  การทำงานของระบบถุงลมนิรภัยจะคล้ายๆ กัน คือจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการชน และส่งสัญญาณไปยังกล่องควบคุมเพื่อสั่งให้ถุงลมพองตั วอย่างรวดเร็ว หากมีการชนอย่างรุนแรง ที่สำคัญคือต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเพราะจะช่วยรั้งให้เ ราอยู่กับเบาะหากเกิดการชน ทั้งลดการบาดเจ็บได้อย่างมาก สมัยนี้ถุงลมนิรภัยมีอยู่ในหลายจุดหลายรูปแบบ ซึ่งผู้ใช้รถเองอาจไม่ทราบเลยว่ามีถุงลมแบบนี้อยู่ใน รถด้วย  ถุงลมด้านหน้า (Front Airbog) หากมีการชนอย่างรุนแรงเซ็นเซอร์จะจับได้ว่ามีแรงปะทะ เกินค่าที่กำหนดถุงลมจะพองตัวภายในเวลา 0.015-0.030 วินาที ในการชนด้านหน้า เข็มขัดนิรภัยจะดึงร่างกายส่วนล่างและส่วนบน ส่วนถุงลมจะช่วยรองรับหน้าอกและศีรษะ  ถุงลมด้านข้าง (Side Airbog) จะมีเซ็นเซอร์ลักษณะเดียวกับด้านหน้า การติดตั้งอาจมีอยู่ที่แผงประตูหรือที่ตัวเบาะนั่งก็ ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต  ม่านถุงลม (Curtain Airbog) หากเกิดการชนด้านข้างในระดับปานกลางถึงรุนแรง ถุงลมแบบม่านจะพองตัวลงมา พร้อมการดึงกลับของเข็มขัดนิรภัย  ถุงลมป้องกันเข่าและขา (Knee Airbog) จะซ่อนอยู่ใต้คอนโซลด้านผู้ขับขี่ บริเวณหัวเข่า ใช้ตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงกระแทกเดียวกับถุงลมนิรภัย ด้านหน้า ถุงลมประเภทนี้จะช่วยป้องกันขา หัวเข่า เข้าชนคอนโซล ด้านล่างใต้พวงมาลัย รวมทั้งสะโพกและต้นเข่า  ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbog) ถุงลมชนิดนี้จะช่วยดูดซับแรงที่เท้าจะไปกระแทกกับพื้ นและผนังกั้นระหว่างห้องโดยสารและห้องเครื่อง โดยใช้เซ็นเซอร์เดียวกับถุงลมนิรภัยด้านหน้า (ยังไม่ใช้กันนัก)  ที่สำคัญต้องไม่ประมาท เพราะถุงลมนิรภัยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุเท่านั้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/56/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความหมายของสีทะเบียนรถ</title>
		<link>http://www.alai2u.com/52/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/52/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 07:42:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเบียนรถ]]></category>
		<category><![CDATA[สี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=52</guid>
		<description><![CDATA[1. รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์รับจ้างสามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง และรถจักรยานยนต์รับจ้าง
รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด ได้แก่ รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน ที่ใช้รับจ้างระหว่างจังหวัด โดยรับส่งคนโดยสารได้เฉพาะที่นายทะเบียนกำหนด
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีเหลืองสะท้อนแสง
- ตัวอักษร หมายเลขทะเบียน และขอบแผ่นป้ายเป็น
สีแดง สำหรับรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด
สีดำ สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน และรถจักรยานยนต์
สีเขียว สำหรับรถยนต์รับจ้างสามล้อ
สีน้ำเงิน สำหรับรถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง
 2. รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร รถยนต์บริการให้เช่า
รถยนต์บริการธุรกิจ เช่น รถที่ใช้ขนคนในสนามบิน ท่าเรือ สถานีขนส่ง หรือสถานีรถไฟ และรถโรงแรม
รถยนต์บริการทัศนาจร เช่น รถนำเที่ยวของบริษัททัวร์ โดยรถพวกนี้
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีเขียวสะท้อนแสง
- ตัวอักษร หมายเลขทะเบียน และขอบแผ่นป้ายเป็นสีขาว
3. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์
พวกรถส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเก๋ง รถตู้ รถกระบะ มอไซค์ รถ MPV หรือรถ SUV โดย
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีขาวสะท้อนแสง
- [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>1. รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์รับจ้างสามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง และรถจักรยานยนต์รับจ้าง<br />
รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด ได้แก่ รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน ที่ใช้รับจ้างระหว่างจังหวัด โดยรับส่งคนโดยสารได้เฉพาะที่นายทะเบียนกำหนด<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีเหลืองสะท้อนแสง<br />
- ตัวอักษร หมายเลขทะเบียน และขอบแผ่นป้ายเป็น<br />
สีแดง สำหรับรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด<br />
สีดำ สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน และรถจักรยานยนต์<br />
สีเขียว สำหรับรถยนต์รับจ้างสามล้อ<br />
สีน้ำเงิน สำหรับรถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง<br />
<span id="more-52"></span> 2. รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร รถยนต์บริการให้เช่า<br />
รถยนต์บริการธุรกิจ เช่น รถที่ใช้ขนคนในสนามบิน ท่าเรือ สถานีขนส่ง หรือสถานีรถไฟ และรถโรงแรม<br />
รถยนต์บริการทัศนาจร เช่น รถนำเที่ยวของบริษัททัวร์ โดยรถพวกนี้<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีเขียวสะท้อนแสง<br />
- ตัวอักษร หมายเลขทะเบียน และขอบแผ่นป้ายเป็นสีขาว<br />
3. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์<br />
พวกรถส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเก๋ง รถตู้ รถกระบะ มอไซค์ รถ MPV หรือรถ SUV โดย<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีขาวสะท้อนแสง<br />
- ตัวอักษร หมายเลขทะเบียน และขอบแผ่นป้ายเป็น<br />
สีดำ สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน และรถจักรยานยนต์<br />
สีน้ำเงิน สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน<br />
สีเขียว สำหรับรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล<br />
สีแดง สำหรับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล<br />
หมายเหตุ จะมีแผ่นป้ายทะเบียนชนิดพิเศษ พวกเลขสวย โดยจะเป็นป้ายที่ออกให้ประมูล ซึ่งจะมีสีของพื้นแผ่นป้ายทะเบียน หมายเลขทะเบียน และตัวอักษรต่างไปจากแผ่นป้ายทะเบียนปกติ และแต่ละจังหวัด สีของพื้นแผ่นป้ายทะเบียนก็จะไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก (ยกเว้นรถสามล้อส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ ไม่มีป้ายพิเศษนี้)<br />
4. รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ และรถใช้งานเกษตรกรรม<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีส้มสะท้อนแสง<br />
- ตัวอักษร หมายเลข และขอบป้ายเป็นสีดำ<br />
5. รถยนต์ของบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูต และรถจักรยานยนต์ของคณะผู้แทนทางการทูต<br />
พวกรถทูต ลักษณะป้ายจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ท ตามด้วยรหัสประเทศ ขีด แล้วก็เลขทะเบียน ตัวอย่างเช่น รถทูตญี่ปุ่นก็จะเป็น ท44 &#8211; 9999<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีขาว (สังเกตว่าไม่มีคำว่า สะท้อนแสง)<br />
- ตัวอักษร ตัวเลข และขีดเป็นสีดำ<br />
6. รถยนต์ของบุคคลในหน่วยงานพิเศษของสถานทูต ในคณะผู้แทนทางกงสุล ในองค์การระหว่างประเทศ หรือทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประจำอยู่ในประเทศไทย และรถจักรยานยนต์ของบุคคลข้างต้น<br />
ลักษณะป้ายก็เหมือนรถทูต แต่ต่างกันตรงที่ รถในหน่วยงานพิเศษของสถานทูตจะใช้ตัวอักษร พ ส่วนรถกงสุลจะใช้ตัวอักษร ก ส่วนรถของสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ในไทย จะใช้ตัวอักษร อ และ<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีฟ้า (สังเกตว่าไม่มีคำว่า สะท้อนแสง)<br />
- ตัวอักษร ตัวเลข และขีดเป็นสีขาว<br />
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ ขนาด และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ พ.ศ. 2547.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/52/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การดูแลรักษาระบบเบรก</title>
		<link>http://www.alai2u.com/50/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/50/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 07:38:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[เบรก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[
หลัก ใหญ่ที่จะทำให้เบรกมีประสิทธิภาพคือน้ำมันเบรกเป็นส่วนสำคัญนับจากชิ้นส่วน อื่นๆที่ใช้ร่วมกัน ในระบบเบรกระดับของน้ำมันเบรกจะมีส่วนคล้าย กับระบบของน้ำมันเครื่อง คือต้องพยายามคอยดูแลไม่ให้ลดลงกว่าระดับมาตรฐานที่วางไว้ ต้องคอยเช็กอยู่เสมอ
น้ำมันเบรกนี้จะมีขายอยู่ตามปั้มน้ำมันทั่วไป คุณภาพในแต่ละยีห้อนั้นใกล้ เคียงกัน อยู่ที่ว่าต้องการยี่ห้อไหนหรืออาจใช้ตามมาตรฐานของคู่มือรถที่ให้มา ก็ได้ นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด
การตรวจสอบและเติมน้ำมันเบรก
น้ำมันเบรกเป็นส่วนประกอบสำคัญอันหนึ่งในการเบรก ฉะนั้นจึงควรตรวจ สอบให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ หากปล่อยให้น้ำมันเบรกแห้งหรือรั่วไหลออกไป จนหมดหรือ เหลือน้อยการเบรกอาจไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
ขั้นตอนการเติมน้ำมันเบรก
1. เปิดฝากระโปรงรถยนต์
2. ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณชิดกับตัวถังรถในส่วนที่ติดกับกระจก ให้เช็กระดับของ น้ำมันเบรกในถ้วยว่าอยู่ในระดับไหน ถ้าระดับน้ำมันเบรกอยู่ MAX ไม่ต้องเติมน้ำมันเบรก MIN ต้องเติมน้ำมันเบรกให้ถึงเส้น MAX
ห้ามเติมน้ำมันเบรกเกินระดับ MAX เพราะจะทำให้น้ำมันเบรกกระฉอกเวลารถวิ่ง ซึ่งน้ำ มันเบรกจะทำปฏิกิริยากับสีรถหรือบริเวณใกล้เคียงให้เสียหายได้

 3. ก่อนเปิดฝาน้ำมันเบรกให้เช็ดทำความสะอาดบริเวณฝาปิด-เปิด ให้สะอาดเพื่อป้องกันเม็ดทรายหรือละอองต่างๆตกลงไป ซึ่งอาจทำใหระบบเบรกเสียหายได้
4. เติมน้ำมันเบรกลงไปในถ้วยตามระดับในข้อที่ 2
5. ปิดฝาให้เรียบร้อย อย่าลืมก่อนปิดฝาต้องทำความสะอาดบริเวณฝาปิดถ้วยน้ำมันเบรกด้วย
มีรถยนต์รุ่นเก่าบางรุ่น ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณหัวเก๋งด้านคนขับก็ใช้วิธีการเติม แบบเดียวกัน
การดูแลรักษาระดับน้ำมันเบรกและเติมน้ำมันเบรกให้ดูทุกๆ 3 วัน อย่าทิ้งให้นาน เพราะปริมาณน้ำมันเบรกจะลดลงในการใช้งานทุกครั้งจึงต้องหมั่นดูแล
ข้อควรระวัง น้ำมันเบรกสามารถทำปฏิกิริยากับสีรถได้ ฉะนั้นเมื่อทำหกหรือหยดลงบริเวณตัวถังรถรีบเช็ดให้แห้งทันที อย่าปล่อยไว้เพราะจะทำให้สีถลอก ได้ และห้ามวางขวดน้ำมันเบรกบนฝากระโปรงรถอย่างเด็ดขาด
น้ำมันเบรกควรจะมีการเช็กถึงคุณสมบัติ เมื่อรถยนต์วิ่งได้ประมาณ 10,000 กิโลเมตร และเช็กทุก 10,000 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.alai2u.com/"><img class="alignleft" title="เบรก" src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/offroad/151/secret/1.jpg" alt="" width="264" height="229" /></a></p>
<div id="postmessage_67591">หลัก ใหญ่ที่จะทำให้เบรกมีประสิทธิภาพคือน้ำมันเบรกเป็นส่วนสำคัญนับจากชิ้นส่วน อื่นๆที่ใช้ร่วมกัน ในระบบเบรกระดับของน้ำมันเบรกจะมีส่วนคล้าย กับระบบของน้ำมันเครื่อง คือต้องพยายามคอยดูแลไม่ให้ลดลงกว่าระดับมาตรฐานที่วางไว้ ต้องคอยเช็กอยู่เสมอ<br />
น้ำมันเบรกนี้จะมีขายอยู่ตามปั้มน้ำมันทั่วไป คุณภาพในแต่ละยีห้อนั้นใกล้ เคียงกัน อยู่ที่ว่าต้องการยี่ห้อไหนหรืออาจใช้ตามมาตรฐานของคู่มือรถที่ให้มา ก็ได้ นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด<br />
การตรวจสอบและเติมน้ำมันเบรก<br />
น้ำมันเบรกเป็นส่วนประกอบสำคัญอันหนึ่งในการเบรก ฉะนั้นจึงควรตรวจ สอบให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ หากปล่อยให้น้ำมันเบรกแห้งหรือรั่วไหลออกไป จนหมดหรือ เหลือน้อยการเบรกอาจไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดอุบัติเหตุได้<br />
ขั้นตอนการเติมน้ำมันเบรก<br />
1. เปิดฝากระโปรงรถยนต์<br />
2. ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณชิดกับตัวถังรถในส่วนที่ติดกับกระจก ให้เช็กระดับของ น้ำมันเบรกในถ้วยว่าอยู่ในระดับไหน ถ้าระดับน้ำมันเบรกอยู่ MAX ไม่ต้องเติมน้ำมันเบรก MIN ต้องเติมน้ำมันเบรกให้ถึงเส้น MAX<br />
ห้ามเติมน้ำมันเบรกเกินระดับ MAX เพราะจะทำให้น้ำมันเบรกกระฉอกเวลารถวิ่ง ซึ่งน้ำ มันเบรกจะทำปฏิกิริยากับสีรถหรือบริเวณใกล้เคียงให้เสียหายได้</div>
<div>
<span id="more-50"></span> 3. ก่อนเปิดฝาน้ำมันเบรกให้<span onclick="tagshow(event)">เช็ด</span>ทำความสะอาดบริเวณฝาปิด-เปิด ให้สะอาดเพื่อป้องกันเม็ดทรายหรือละอองต่างๆตกลงไป ซึ่งอาจทำใหระบบเบรกเสียหายได้<br />
4. เติมน้ำมันเบรกลงไปในถ้วยตามระดับในข้อที่ 2<br />
5. ปิดฝาให้เรียบร้อย อย่าลืมก่อนปิดฝาต้องทำความสะอาดบริเวณฝาปิดถ้วยน้ำมันเบรกด้วย<br />
มีรถยนต์รุ่นเก่าบางรุ่น ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณหัวเก๋งด้านคนขับก็ใช้วิธีการเติม แบบเดียวกัน<br />
การดูแลรักษาระดับน้ำมันเบรกและเติมน้ำมันเบรกให้ดูทุกๆ 3 วัน อย่าทิ้งให้นาน เพราะปริมาณน้ำมันเบรกจะลดลงในการใช้งานทุกครั้งจึงต้องหมั่นดูแล<br />
ข้อควรระวัง น้ำมันเบรกสามารถทำปฏิกิริยากับสีรถได้ ฉะนั้นเมื่อทำหกหรือหยดลงบริเวณตัวถังรถรีบเช็ดให้แห้งทันที อย่าปล่อยไว้เพราะจะทำให้สีถลอก ได้ และห้ามวางขวดน้ำมันเบรกบนฝากระโปรงรถอย่างเด็ดขาด<br />
น้ำมันเบรกควรจะมีการเช็กถึงคุณสมบัติ เมื่อรถยนต์วิ่งได้ประมาณ 10,000 กิโลเมตร และเช็กทุก 10,000 กิโลเมตร จนถึง 40,000 กิโลเมตร จึงถ่าย น้ำมันเบรกเก่าออกแล้วเติมน้ำมันเบรกใหม่ลงไปแทนที่<br />
สำหรับในส่วนของผ้าเบรก จากเบรกนั้น ยกให้เป็นหน้าที่ของช่างตรวจสภาพเมื่อครบตามเวลาหรือระยะทางที่กำหนดมาให้ใน คู่มือรถยนต์ เพราะเป็นส่วน ที่ไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง<br />
เบรกมือคือเบรกที่ใช้ช่วงรถจอดสนิทหรือขณะที่รถขึ้นสะพานแล้วรถติดหรือทาง ลาดชันและรถติดอีกเช่นกัน ระบบเบรกมือนี้จะเป็นกลไกที่จะไปล็อกล้อ หลัง ไม่ให้เคลื่อนที่<br />
เบรกมือจะอยู่บริเวณเกียร์ คืออยู่ถัดจากเกียร์ลงมาทางด้านหลังในกรณีของรถเก๋ง และอยู่บริเวณข้างพวงมาลัยรถในกรณีของรถบรรทุกเล็กและรถตู้<br />
การดูแลรักษาเบรกมือไม่มีอะไร เพราะไม่มีส่วนที่ต้องคอยดูแล เพียงแต่เมื่อใส่เบรกมือแล้วเวลาจะออกรถอย่าลืมปลดเบรกมือด้วย จะสังเกตได้จากไฟ เบรก ซึ่งจะทำระบบเบรกทางล้อหลังเสียได้ แต่รถยนต์บางรุ่นถ้ารถไม่ได้ปลดเบรกมือรถยนต์จะไม่วิ่งจนกว่าจะปลดเบรกมือ ให้เรียบร้อยเสียก่อน<br />
การใช้เบรกมือที่มีตำแหน่งอยู่บริเวณใต้พวงมาลัยให้ด้ามจับเบรกมือขึ้นมาจน สุดเช่นกัน แล้วหมุนไปทางขวาสูงสุด เวลาปลดก็ให้หมุนมาทางซ้ายและกด เช่นกัน<br />
เรื่องน่ารู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเบรก<br />
เบรกแบบดิสก์หรือแบบจานจะมีประสิทธิภาพการเบรกได้ดีกว่าเบรกแบบดรัม หรือแบบกระทำรถโดยทั่วไป นิยมใช้เบรกทั้งสองร่วมกันเพื่อป้องกันปัญหา ที่ระบบเบรกเกิดเสียขึ้นมาส่วนใดส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ยังสามารถทำงานได้</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/50/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ล้างรถอย่างไรจึงจะถูกวิธี</title>
		<link>http://www.alai2u.com/48/%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/48/%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 07:34:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ล้างรถ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[ล้างรถอย่างไรจึงจะถูกวิธี และไม่ทำให้เกิดริ้วรอยบนสีรถ
1. ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือล้างด้วยแชมพูสำหรับล้างรถโดยเฉพาะเพื่อที่จะได้ไม่ ทำลายสีรถ และล้างออกง่าย หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของขี้ผึ้ง (wax) เพราะอาจทำให้ผิวสีเหนียวเหนอะ ฝุ่นเกาะง่าย
2. ผสมน้ำยาล้างรถกับน้ำลงในถังน้ำ (ตามคำแนะนำข้างขวด) ถ้าเป็นแชมพูของคาร์แลค 68 ใช้เพียง 1-2 ฝา ผสมน้ำครึ่งถัง (3 ลิตร)
3. ฉีดสเปรย์น้ำให้แรงที่สุด เพื่อให้คราบฝุ่น ขี้ดิน หลุดออกจากตัวรถให้มากที่สุด โดยเริ่มจากด้านบน ลงด้านล่าง
4. ใช้ผ้านุ่มที่สะอาดล้างจากด้านบนสุด ไปส่วนต่างๆ ด้านข้าง ขอแนะนำให้ใช้ผ้า 2 ผืน (อย่าใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะอาจจะมีเม็ดกรวด ทรายติดอยู่) ผืนแรกใช้สำหรับล้างส่วนบน (หลังคา ฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงหลัง กระจกรถทั้งหมด) ผ้าผืนที่สอง ใช้สำหรับล้างส่วนด้านล่างของตัวรถ ตั้งแต่ขอบกระจกด้านล่างลงมา ทั้งหมด ไม่ควรใช้ผ้าสำหรับทำความสะอาดผิวรถปะปนกับผ้าสำหรับทำความสะอาดล้อ และส่วนอื่นที่สกปรกมากๆ
5. หมั่นซักและขยี้ผ้าที่ใช้ล้างรถบ่อยๆ และควรเปลี่ยนน้ำในถังบ่อยๆ เพราะสิ่งสกปรก และเม็ดทรายจะปนเปื้อนอยู่มาก ทำให้สีรถอาจเป็นริ้วรอยได้
6. เมื่อล้างรถเสร็จแล้ว ควรใช้ผ้าแห้งนุ่มๆ เช็ดรถให้แห้งทันที จะได้ไม่เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถ และไม่มีฝุ่นเกาะขณะเช็ดแห้ง

ข้อควรระวังในการล้างรถ
1. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>ล้างรถอย่างไรจึงจะถูกวิธี และไม่ทำให้เกิดริ้วรอยบนสีรถ</h2>
<div id="postmessage_67585">1. ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือล้างด้วยแชมพูสำหรับล้างรถโดยเฉพาะเพื่อที่จะได้ไม่ ทำลายสีรถ และล้างออกง่าย หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของขี้ผึ้ง (wax) เพราะอาจทำให้ผิวสีเหนียวเหนอะ ฝุ่นเกาะง่าย<br />
2. ผสม<span onclick="tagshow(event)">น้ำยา</span>ล้างรถกับน้ำลงในถังน้ำ (ตามคำแนะนำข้างขวด) ถ้าเป็นแชมพูของคาร์แลค 68 ใช้เพียง 1-2 ฝา ผสมน้ำครึ่งถัง (3 ลิตร)<br />
3. ฉีดสเปรย์น้ำให้แรงที่สุด เพื่อให้คราบฝุ่น ขี้ดิน หลุดออกจากตัวรถให้มากที่สุด โดยเริ่มจากด้านบน ลงด้านล่าง<br />
4. ใช้ผ้านุ่มที่สะอาดล้างจากด้านบนสุด ไปส่วนต่างๆ ด้านข้าง ขอแนะนำให้ใช้ผ้า 2 ผืน (อย่าใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะอาจจะมีเม็ดกรวด ทรายติดอยู่) ผืนแรกใช้สำหรับล้างส่วนบน (หลังคา ฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงหลัง กระจกรถทั้งหมด) ผ้าผืนที่สอง ใช้สำหรับล้างส่วนด้านล่างของตัวรถ ตั้งแต่ขอบกระจกด้านล่างลงมา ทั้งหมด ไม่ควรใช้ผ้าสำหรับทำความสะอาดผิวรถปะปนกับผ้าสำหรับทำความสะอาดล้อ และส่วนอื่นที่สกปรกมากๆ<br />
5. หมั่นซักและขยี้ผ้าที่ใช้ล้างรถบ่อยๆ และควรเปลี่ยนน้ำในถังบ่อยๆ เพราะสิ่งสกปรก และเม็ดทรายจะปนเปื้อนอยู่มาก ทำให้สีรถอาจเป็นริ้วรอยได้<br />
6. เมื่อล้างรถเสร็จแล้ว ควรใช้ผ้าแห้งนุ่มๆ เช็ดรถให้แห้งทันที จะได้ไม่เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถ และไม่มีฝุ่นเกาะขณะ<span onclick="tagshow(event)">เช็ด</span>แห้ง</div>
<div><span id="more-48"></span></p>
<h2>ข้อควรระวังในการล้างรถ</h2>
<div id="postmessage_67586">1. ไม่ควรล้างรถกลางแดด เพราะจะทำให้น้ำแห้งเร็ว เช็ดไม่ทัน และทำให้เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถ<br />
2. ไม่ควรใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะเม็ดทรายจะติดอยู่ในรูพรุนของฟองน้ำ เมื่อถูไปกับผิวสีรถ จะทำให้เกิดเป็นรอยขีดข่วน ควรใช้ผ้านุ่มล้างรถแทน<br />
3. ห้ามใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรถแทนการล้างรถ เพราะจะเป็นการทำลายสภาพสี โดยรอยขนแมวจะเกิดขึ้นจากผงฝุ่นต่างๆ ที่ติดบนผ้า ยิ่งเช็ดรถมากครั้งขึ้นการเกิดรอยก็ย่อมมากขึ้นตามปริมาณการเช็ด ควรล้างรถอย่างเดียว<br />
4. ไม่ควรใช้ไม้ขนไก่ หรือแปรงปัดฝุ่นทุกชนิด ปัดฝุ่นเพื่อทำความสะอาดรถ เพราะขณะที่ปัดฝุ่น ไม้ปัดฝุ่นจะลากถูขี้ฝุ่น เม็ดทราย ไปตามสีผิวรถ ทำให้เกิดริ้วรอย เหมือนกระดาษทรายเช็ดรถแหละครับ</div>
</div>
<div></div>
<div>
<h2>การเช็ดรถที่ถูกวิธี</h2>
<div id="postmessage_67587">1.ควรใช้ผ้านุ่มๆ เช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์ ในการเช็ดรถ เนื่องจากผ้าเหล่านี้ จะไม่ทำให้รถเป็นรอย<br />
แต่ถ้าผ้าชามัวร์แท้ ควรจะระวัง เวลาที่ผ้าชามัวร์แห้งสนิท จะแข็งตัว และเมื่อจะทำมาเช็ดรถ อาจทำให้รถเป็นรอยได้<br />
2.ควรเช็ดจากด้านบนก่อน เพื่อไล่น้ำลงมาด้านล่างของรถ</p>
<p>จุดที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงในการเช็ดรถ ควรเช็ดให้แห้งที่สุด<br />
1. ด้านในขอบประตูทั้งหมด<br />
2. ด้านในกระโปรงหลัง<br />
3. ด้านในฝาถังน้ำมัน<br />
4. ล้อแม็กซ์</p></div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/48/%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เติมลมยาง &#8220;ไนโตรเจน&#8221;</title>
		<link>http://www.alai2u.com/45/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/45/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 07:30:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[อะไหล่]]></category>
		<category><![CDATA[เติมลมยาง]]></category>
		<category><![CDATA[ไนโตรเจน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=45</guid>
		<description><![CDATA[
&#8221; ปัจจุบันการเติมลมยางไนโตรเจน  เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยม  เพราะมีข้อดีหลายอย่าง
ในระยะเริ่มต้น มีเติมเฉพาะยางล้อเครื่องบิน และ รถแข่งเท่านั้นครับ &#8221;
ข้อดีของการเติมลมยางด้วยไนโตรเจนมีดังนี้ครับ
1.ช่วยประหยัดน้ำมัน      จากการพิสูจน์ในอเมริกา รถที่เติมลมด้วยไนโตรเจน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจะลดลง  โดยจำนวนระยะทางที่วิ่งได้ต่อน้ำมัน 1 แกลอน จะสูงขึ้น 1 ถึง 1.5 ไมล์
เหตุผล ด้วยอุณหภูมิของล้อที่ลดลง เมื่อใช้ลมยางไนโตรเจน จะช่วยลดแรงเสียดทานในการหมุนของยาง จึงช่วยประหยัดน้ำมัน
2.ปลอดภัยยิ่งขึ้น             ทำให้อุบิตเหตุที่มีสาเหตุจากยางลดลง
เหตุผล เพราะไรโตรเจนจะช่วยรักษาอุณหภูมิของยางอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ความดันภายในลมยางขายตัวได้น้อย จึงช่วยรถอุบัติเหตุจากการระเบิดของยางที่เกิดจากความร้อน
3.ไม่ต้องตรวจเช็คลมยางบ่อย  อันนี้คงเหมาะกับสุภาพสตรีทั้งหลายที่ไม่มีความชำนาญเรื่องการดูแลรักษารถ
เหตุผล เพราะไนโตรเจนมีอะตอมขนาดใหญ่กว่า ออกซิเจนมาก ทำให้ซึมเข้าออกเนื้อยางได้ยากกว่าออกซิเจน  ดังนั้นลมยางจึงไม่ค่อยลดลง
4.ช่วยยืดอายุยาง มีผลมากกับยางที่ใช้น้อยแต่ใช้มาเป็นเวลานานๆ
เหตุผล  เพราะการเติมลมยางปกติ  ที่มีออกซิเจนผสมอยู่มากจะเข้าไปทำปฎิ กิริยากับเคมีในเนื้อยาง  ทำให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าไนโตรเจน นอกจากนี้การที่อุณหภูมิร้อนน้อยกว่าทำให้ยากสึกหรอน้อยกว่าอีกด้วย
ข้อมูลอ้างอิง บริษัทบริดจสโตนเซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.alai2u.com/"><img class="alignleft" title="ลมยาง" src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/272/7272/images/52584-55.jpg" alt="" width="269" height="199" /></a></p>
<p>&#8221; ปัจจุบันการเติมลมยางไนโตรเจน  เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยม  เพราะมีข้อดีหลายอย่าง</p>
<p>ในระยะเริ่มต้น มีเติมเฉพาะยางล้อเครื่องบิน และ รถแข่งเท่านั้นครับ &#8221;</p>
<p>ข้อดีของการเติมลมยางด้วยไนโตรเจนมีดังนี้ครับ</p>
<p>1.ช่วยประหยัดน้ำมัน      จากการพิสูจน์ในอเมริกา รถที่เติมลมด้วยไนโตรเจน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจะลดลง  โดยจำนวนระยะทางที่วิ่งได้ต่อน้ำมัน 1 แกลอน จะสูงขึ้น 1 ถึง 1.5 ไมล์</p>
<p>เหตุผล ด้วยอุณหภูมิของล้อที่ลดลง เมื่อใช้ลมยางไนโตรเจน จะช่วยลดแรงเสียดทานในการหมุนของยาง จึงช่วยประหยัดน้ำมัน</p>
<p>2.ปลอดภัยยิ่งขึ้น             ทำให้อุบิตเหตุที่มีสาเหตุจากยางลดลง</p>
<p>เหตุผล เพราะไรโตรเจนจะช่วยรักษาอุณหภูมิของยางอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ความดันภายในลมยางขายตัวได้น้อย จึงช่วยรถอุบัติเหตุจากการระเบิดของยางที่เกิดจากความร้อน</p>
<p>3.ไม่ต้องตรวจเช็คลมยางบ่อย  อันนี้คงเหมาะกับสุภาพสตรีทั้งหลายที่ไม่มีความชำนาญเรื่องการดูแลรักษารถ</p>
<p>เหตุผล เพราะไนโตรเจนมีอะตอมขนาดใหญ่กว่า ออกซิเจนมาก ทำให้ซึมเข้าออกเนื้อยางได้ยากกว่าออกซิเจน  ดังนั้นลมยางจึงไม่ค่อยลดลง</p>
<p>4.ช่วยยืดอายุยาง มีผลมากกับยางที่ใช้น้อยแต่ใช้มาเป็นเวลานานๆ</p>
<p>เหตุผล  เพราะการเติมลมยางปกติ  ที่มีออกซิเจนผสมอยู่มากจะเข้าไปทำปฎิ กิริยากับเคมีในเนื้อยาง  ทำให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าไนโตรเจน นอกจากนี้การที่อุณหภูมิร้อนน้อยกว่าทำให้ยากสึกหรอน้อยกว่าอีกด้วย</p>
<p>ข้อมูลอ้างอิง บริษัทบริดจสโตนเซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/45/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฏหมายกับการแต่งรถ</title>
		<link>http://www.alai2u.com/44/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/44/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 07:27:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[รถแต่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=44</guid>
		<description><![CDATA[เอามาบอกจะได้รู้กัน เกี่ยวกับ กฏหมายกับการแต่งรถ สรุปขึ้นมาว่า อุปกรณ์ตกแต่งรถอะไรบ้างที่ติดตั้งแล้วไม่มีผิดกฎหมาย
1. ท่อไอเสียรถยนต์ไม่ว่าขนาดใหญ่ หรือเล็ก จะเป็นรูปทรงอะไรก็ตามไม่ผิดกฎหมาย แต่จะต้องมีความดังของเสียงท่อไอเสีย ไม่เกิน 90 เดซิเบล (ในกรณีโดนตรวจจับ ทางตำรวจจะต้องใช้เครื่องมือตรวจเท่านั้นฟังด้วยเสียงไม่ได้)
2. สปอยเล่อร์ หรือชุดแต่งไฟเบอร์ สามารถตกแต่งได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่วัสดุที่นำมาติดตั้งต้องแข็งแรง
3. รถโหลดเตี้ย สามารถกระทำได้ ไม่ผิด พ.ร.บ. แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 40 ซม. โดยวัดจากพื้นถึงไฟหน้ารถยนต์ของท่าน
4. รถยกสูง สามารถกระทำได้ ไม่ผิด พ.ร.บ. แต่ต้องไม่สูงเกิน 175 ซม. โดยวัดจากพื้นถึงไฟหน้ารถยนต์ของท่าน
5. เกจ์ และมาตรวัดต่าง ๆ ที่ติดตั้งภายในรถ สามารถติดตั้งได้โดยไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด
6. ไฟโคมเหลือง หรือสปอร์ตไลท์สามารถติดตั้ง และเปิดได้แต่ไฟต้องไม่แยงตาผู้อื่น ไม่งั้นอาจโดนตักเตือนได้ เช่นเดียวกับไฟ xenon (ไฟหน้ารถสีขาวสว่าง) แต่ถ้าเป็นไฟสีอื่นที่ไม่ใช่สีขาวหรือเหลืองผิดกฎหมายทันที
7. ไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ต้องเป็นไฟสีเหลืองส้มเท่านั้น
8. ไฟถอยหลังต้องเป็นสีขาวเท่านั้น
9. การตกแต่งป้ายทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนยาว (ตัดป้ายหรือไม่ตัดป้าย) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.alai2u.com"><img class="alignleft" title="รถแต่ง" src="http://tnews.teenee.com/etc/img5/29535.jpg" alt="" width="450" height="304" /></a>เอามาบอกจะได้รู้กัน เกี่ยวกับ กฏหมายกับการแต่งรถ สรุปขึ้นมาว่า อุปกรณ์ตกแต่งรถอะไรบ้างที่ติดตั้งแล้วไม่มีผิดกฎหมาย</p>
<p>1. ท่อไอเสียรถยนต์ไม่ว่าขนาดใหญ่ หรือเล็ก จะเป็นรูปทรงอะไรก็ตามไม่ผิดกฎหมาย แต่จะต้องมีความดังของเสียงท่อไอเสีย ไม่เกิน 90 เดซิเบล (ในกรณีโดนตรวจจับ ทางตำรวจจะต้องใช้เครื่องมือตรวจเท่านั้นฟังด้วยเสียงไม่ได้)</p>
<p>2. สปอยเล่อร์ หรือชุดแต่งไฟเบอร์ สามารถตกแต่งได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่วัสดุที่นำมาติดตั้งต้องแข็งแรง</p>
<p>3. รถโหลดเตี้ย สามารถกระทำได้ ไม่ผิด พ.ร.บ. แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 40 ซม. โดยวัดจากพื้นถึงไฟหน้ารถยนต์ของท่าน</p>
<p>4. รถยกสูง สามารถกระทำได้ ไม่ผิด พ.ร.บ. แต่ต้องไม่สูงเกิน 175 ซม. โดยวัดจากพื้นถึงไฟหน้ารถยนต์ของท่าน</p>
<p>5. เกจ์ และมาตรวัดต่าง ๆ ที่ติดตั้งภายในรถ สามารถติดตั้งได้โดยไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด</p>
<p>6. ไฟโคมเหลือง หรือสปอร์ตไลท์สามารถติดตั้ง และเปิดได้แต่ไฟต้องไม่แยงตาผู้อื่น ไม่งั้นอาจโดนตักเตือนได้ เช่นเดียวกับไฟ xenon (ไฟหน้ารถสีขาวสว่าง) แต่ถ้าเป็นไฟสีอื่นที่ไม่ใช่สีขาวหรือเหลืองผิดกฎหมายทันที</p>
<p>7. ไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ต้องเป็นไฟสีเหลืองส้มเท่านั้น</p>
<p>8. ไฟถอยหลังต้องเป็นสีขาวเท่านั้น</p>
<p>9. การตกแต่งป้ายทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนยาว (ตัดป้ายหรือไม่ตัดป้าย) ผิด พ.ร.บ. ส่วนป้ายทะเบียนแบบปรับองศาสามารถติดตั้งได้แต่เมื่อมองจากด้านหน้าแล้วต้อง เห็นป้ายทะเบียนชัดเจน</p>
<p>10. ล้ออัลลอยย์ (ล้อ max) จะใส่ขอบขนาดเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ขนาดของล้อจะต้องไม่ล้นออกมานอกตัวถัง แต่ถ้าไปดึงโป่งให้ล้อยื่นออกมาเกินกว่าตัวถังถือว่าผิดเต็ม ๆ เพราะนั่นแหละคือการดัดแปลงสภาพรถยนต์</p>
<p>11. สติกเกอร์แต่งรถไม่ว่าจะชิ้นใหญ่ หรือเล็กสามารถติดได้ไม่ว่าจะมากมายขนาดไหนก็ตามไม่ผิดกฎหมาย</p>
<p>12. กระโปรงหน้ารถสามารถทำเป็นสีดำ หรือลายคราฟล่าได้ แต่ต้องไปแจ้งการเปลี่ยนสีรถที่กรมขนส่ง ไม่งั้นถือว่าผิดกฎหมาย</p>
<p>13. การเปลี่ยนสีรถเฉพาะจุด หรือทั้งหมดต้องแจ้งที่กรมขนส่ง</p>
<p>14. การวางเครื่อง 1J หรือ 2J เมื่อวางเครื่อง + จ่ายเงินแล้ว ต้องแจ้งกรมขนส่ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/44/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระบบระบายความร้อนมีไว้เพื่ออะไร?</title>
		<link>http://www.alai2u.com/7/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/7/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 Aug 2009 09:31:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=7</guid>
		<description><![CDATA[ระบบระบายความร้อนมีไว้เพื่ออะไร?
เครื่องยนต์ทำงานด้วย &#8220;พลังงานความร้อน&#8221; ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นนั้น จะถูกเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานกลด้วยการดันลูกสูบให้เกิดการเคลื่อนที่ กำลังจะถูกถ่ายทอดไปตามชิ้นส่วนต่างๆ ผ่านเพลาข้อเหวี่ยง, ชุดคลัตช์, ชุดเกียร์, เพลาขับ ไปจนถึงล้อ นั่นเป็นเพราะพลังงานจะไม่มีการสูญหาย มีแต่การเปลี่ยนรูปของพลังงานไปเรื่อยๆ การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในกระบอกสูบนั้นจะเกิดพลังงานความร้อน ที่มีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 3,000 องศาเซลเซียสเลยทีเดียวในขณะเกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรง แต่อุณหภูมิที่ผิวของลูกสูบจะอยู่ประมาณ 900 องศาเซลเซียส หลายคนคงจะคิดไม่ถึงว่าทำไมมันถึงได้สูงขนาดนั้น เพราะเท่าที่รู้มาอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 85-90 องศาเซลเซียสเท่านั้นเอง ไม่ใช่หรือ? ต้องทำความเข้าใจว่า &#8220;อุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์&#8221; นั้น หมายถึงอุณหภูมิโดยรวมของเครื่องยนต์ทั้งตัวนะครับ แต่ &#8220;อุณหภูมิในห้องเผาไหม้&#8221; นั้นเป็นอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในขณะที่เกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรงภายในกระบอก สูบ ดังนั้น ความหมายของทั้งสองคำจึงต่างกันอย่างชัดเจนนะครับ และระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์นั้นมีไว้เพื่อรักษาอุณหภูมิการทำงานของ เครื่องยนต์ให้คงที่ เป็นเพราะว่าเครื่องยนต์จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ตัวเครื่องยนต์เองต้องมีอุณหภูมิที่พอเหมาะด้วย แม้ว่าอุณหภูมิขณะลุกไหม้จะสูงมากแต่มันเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ จากนั้นอุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ลง อุณหภูมิและความดันส่วนหนึ่งจะถูกปล่อยไปกับไอเสีย อีกส่วนหนึ่งก็จะถูกแผ่ไปยังชิ้นส่วนรอบๆ ห้องเผาไหม้

เคยมีคนสงสัยว่าถ้าเครื่องยนต์ใช้พลังงานความร้อนในการขับเคลื่อน แล้วเราจะมีระบบระบายความร้อนไว้ทำไม? ทำไม! น่ะหรือครับ เป็นเพราะว่าเครื่องยนต์จะต้องสะสมความร้อนเอาไว้ในตัวเองระดับหนึ่ง นั่นคือที่มาของคำว่า &#8220;อุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์&#8221; กรณีที่อุณหภูมิของเครื่องยนต์ไม่คงที่นั้น จะส่งผลเสียกับเครื่องยนต์ไม่น้อย ถ้าอุณหภูมิของเครื่องยนต์สูงมากๆ จะทำให้ไอดีที่จะเข้ากระบอกสูบนั้นขยายตัวเร็วเกินไป จะทำให้เกิดการน็อกได้ง่าย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="postmessage_66347"><img class="alignleft size-full wp-image-12" title="p" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2009/08/p.jpg" alt="p" width="334" height="216" /><strong>ระบบระบายความร้อนมีไว้เพื่ออะไร?</strong><br />
เครื่องยนต์ทำงานด้วย &#8220;พลังงานความร้อน&#8221; ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นนั้น จะถูกเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานกลด้วยการดันลูกสูบให้เกิดการเคลื่อนที่ กำลังจะถูกถ่ายทอดไปตามชิ้นส่วนต่างๆ ผ่านเพลาข้อเหวี่ยง, ชุดคลัตช์, ชุดเกียร์, เพลาขับ ไปจนถึงล้อ นั่นเป็นเพราะพลังงานจะไม่มีการสูญหาย มีแต่การเปลี่ยนรูปของพลังงานไปเรื่อยๆ การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในกระบอกสูบนั้นจะเกิดพลังงานความร้อน ที่มีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 3,000 องศาเซลเซียสเลยทีเดียวในขณะเกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรง แต่อุณหภูมิที่ผิวของลูกสูบจะอยู่ประมาณ 900 องศาเซลเซียส หลายคนคงจะคิดไม่ถึงว่าทำไมมันถึงได้สูงขนาดนั้น เพราะเท่าที่รู้มาอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 85-90 องศาเซลเซียสเท่านั้นเอง ไม่ใช่หรือ? ต้องทำความเข้าใจว่า &#8220;อุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์&#8221; นั้น หมายถึงอุณหภูมิโดยรวมของเครื่องยนต์ทั้งตัวนะครับ แต่ &#8220;อุณหภูมิในห้องเผาไหม้&#8221; นั้นเป็นอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในขณะที่เกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรงภายในกระบอก สูบ ดังนั้น ความหมายของทั้งสองคำจึงต่างกันอย่างชัดเจนนะครับ และระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์นั้นมีไว้เพื่อรักษาอุณหภูมิการทำงานของ เครื่องยนต์ให้คงที่ เป็นเพราะว่าเครื่องยนต์จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ตัวเครื่องยนต์เองต้องมีอุณหภูมิที่พอเหมาะด้วย แม้ว่าอุณหภูมิขณะลุกไหม้จะสูงมากแต่มันเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ จากนั้นอุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ลง อุณหภูมิและความดันส่วนหนึ่งจะถูกปล่อยไปกับไอเสีย อีกส่วนหนึ่งก็จะถูกแผ่ไปยังชิ้นส่วนรอบๆ ห้องเผาไหม้<br />
<span id="more-7"></span><br />
เคยมีคนสงสัยว่าถ้าเครื่องยนต์ใช้พลังงานความร้อนในการขับเคลื่อน แล้วเราจะมีระบบระบายความร้อนไว้ทำไม? ทำไม! น่ะหรือครับ เป็นเพราะว่าเครื่องยนต์จะต้องสะสมความร้อนเอาไว้ในตัวเองระดับหนึ่ง นั่นคือที่มาของคำว่า &#8220;อุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์&#8221; กรณีที่อุณหภูมิของเครื่องยนต์ไม่คงที่นั้น จะส่งผลเสียกับเครื่องยนต์ไม่น้อย ถ้าอุณหภูมิของเครื่องยนต์สูงมากๆ จะทำให้ไอดีที่จะเข้ากระบอกสูบนั้นขยายตัวเร็วเกินไป จะทำให้เกิดการน็อกได้ง่าย (นอกจากปัญหาเรื่องนี้แล้ว มันยังส่งผลถึงเรื่องของอายุการใช้งานของชิ้นส่วนอื่นๆ ด้วย ทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ยาง, พลาสติก, น้ำมันเครื่อง รวมถึงชิ้นส่วนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ จะมีอายุการใช้งานสั้นลง) กลับกัน ถ้าเครื่องยนต์มีอุณหภูมิต่ำมากๆ จะทำให้การแตกตัวของไอดีทำได้ยาก ไอดีจะกลั่นตัวแล้วเกาะตามผนังกระบอกสูบ ทำให้ฟิล์มของน้ำมันหล่อลื่นที่เคลือบผิวกระบอกสูบถูกชะล้างออกไป ทำให้เกิดการสึกหรอมากขึ้น เพราะไม่มี<span onclick="tagshow(event)">ฟิล์ม</span>ของ น้ำมันเครื่องคอยป้องกัน นอกจากนั้นการเผาไหม้ก็จะไม่ค่อยสมบูรณ์นัก เนื่องจากอุณหภูมิที่ต่ำมาก ทำให้การแตกตัวของไอดีทำได้ยาก การเผาไหม้จึงไม่สมบูรณ์ แถมยังจะทำให้หัวเทียนบอดง่ายอีกต่างหาก การแก้ไขปัญหาทั้งสองอย่างนี้ก็คือการรักษาอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์ ให้คงที่ ระหว่าง 85-90 องศาเซลเซียส เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ประโยชน์จาก &#8220;ระบบระบายความร้อน&#8221; ซึ่งสามารถแบ่งหน้าที่ได้ 2 ประการด้วยกันคือ 1. รักษาอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์ให้คงที่ และ 2. ระบายความร้อนส่วนเกินออกไป</p>
<p>ระบบระบายความร้อนมีกี่แบบ<br />
เมื่อรู้ถึงหน้าที่ของระบบระบายความร้อนแล้ว สิ่งที่อยากจะแนะนำให้รู้จักต่อไปคือ การแบ่งประเภทของการระบายความร้อน ในปัจจุบันรถยนต์ที่เราใช้กันอยู่นี้มีระบบระบายความร้อนอยู่ 2 ประเภทหลัก คือ<br />
1. ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ<br />
2. ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว</p>
<p>ระบบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ นั้น ปัจจุบันมีรถเพียงไม่กี่รุ่นที่ยังคงใช้อยู่ อย่างเช่นซูเปอร์คาร์นามว่า &#8220;เจ้าชายกบ&#8221; หรือ PORSCHE แต่หน้าตาและการวางรูปแบบของระบบระบายความร้อนนั้นไม่ค่อยจะคุ้นตาคนไทยสัก เท่าไหร่ เนื่องจากเป็นรถที่เกินเอื้อมของคนทั่วไป แต่ถ้าเป็น &#8220;VW Beetle&#8221; หรือเจ้าเต่ารุ่นเก่าคงจะคุ้นเคยกันมากกว่า ข้อดีของระบบระบายความร้อนประเภทนี้ก็คือ สามารถออกแบบให้เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัดและดูแลรักษาง่าย แถมมีต้นทุนที่ต่ำ เพราะการออกแบบครีบระบายความร้อนรอบๆ กระบอกสูบทำได้ง่ายกว่าการทำท่อทางเดินน้ำในเสื้อสูบ การควบคุมอุณหภูมินั้น จะมีพัดลมระบายความร้อนเป็นตัวนำอากาศเย็นจากภายนอกเข้ามาระบายความร้อนของ เครื่องยนต์ มีโครงพัดลมและท่อทางคอยนำอากาศเข้ามา จะมีลิ้นควบคุมปริมาณลมคอยเปิดให้ลมเข้ามากน้อยตามอุณหภูมิของเครื่องยนต์ โดยใช้เทอร์โมสตรัทเป็นตัวควบคุมอีกทีหนึ่ง แต่การควบคุมอุณหภูมิในเมืองร้อนอย่างบ้านเราทำได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากอากาศร้อน แถมสภาพการจราจรก็ค่อนข้างติดขัด แม้ว่าจะมีการออกแบบระบบระบายความร้อนมาค่อนข้างดี แต่เจออากาศบ้านเราไปก็จอดเหมือนกัน หลายๆ คนจึงติด &#8220;ออยล์คูลเลอร์&#8221; สำหรับระบายความร้อนของน้ำมันเครื่องช่วยอีกทาง เนื่องจากความร้อนของเครื่องยนต์ส่วนหนึ่งถูกระบายไปกับน้ำมันเครื่องด้วย</p>
<p>ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว มีใช้ในรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นที่นิยมมาก เพราะมีข้อดีตรงที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำทุกสภาพอากาศ ส่วนประกอบหลักๆ ของระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวหรือที่เราเรียกติดปากกันว่าระบายความร้อน ด้วยน้ำนั้น มีส่วนประกอบสำคัญๆ ดังนี้</p>
<p>1. ทางเดินน้ำ จะมีอยู่ในเสื้อสูบและฝาสูบ ใช้เป็นทางเดินของระบบระบายความร้อน เพื่อนำความร้อนของเครื่องยนต์มาระบายทิ้งที่หม้อน้ำ<br />
2. หม้อน้ำ เป็นตัวกลางสำหรับแลกเปลี่ยนความร้อนของน้ำจากเครื่องยนต์ ไปสู่อากาศภายนอกและเป็นที่กักเก็บน้ำด้วยในตัว<br />
3. พัดลมระบายความร้อน มีหน้าที่เป็นตัวดูดอากาศให้ผ่านหม้อน้ำเพื่อพาความร้อนออกไป<br />
4. ปั๊มน้ำ มีหน้าที่หมุนวนน้ำในระบบให้มีการถ่ายเทความร้อนจากเครื่องยนต์ออกไป<br />
5. เทอร์โมสตรัท มีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้คงที่ ตัวมันเหมือนเป็นประตูคอยเปิด-ปิดให้น้ำเกิดการหมุนวน<br />
6. ฝาหม้อน้ำ มีหน้าที่เพิ่มแรงกดให้กับน้ำในระบบ สามารถเพิ่มแรงดันในหม้อน้ำเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 1 บาร์ หรือ 14.7 ปอนด์/ตารางนิ้ว ทำให้น้ำในหม้อน้ำมีจุดเดือดสูงขึ้นประมาณ 127 องศาเซลเซียส น้ำในหม้อน้ำจะเดือดยากขึ้น</p>
<p>ปัญหาความร้อนขึ้นสูงกว่าปกติ เกิดจากอะไร?<br />
ในเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยน้ำจะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกส่วนที่กล่าวมานั้นจะต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น ปัญหาเรื่องของความร้อนขึ้นสูงกว่าปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าน้ำในระบบความร้อนจะอยู่เต็มระบบ, ฝาหม้อน้ำและพัดลมระบายความร้อนปกติ เหตุการณ์นี้มักจะเกิดในช่วงที่อากาศร้อนจัดหรือใช้รอบเครื่องยนต์สูงเป็น เวลานาน เกจ์วัดอุณหภูมิของเครื่องยนต์จะสูงกว่าปกติ เช่น อุณหภูมิเครื่องยนต์ ปกติเกจ์วัดจะแสดงค่าเพียง 1/3 ของมาตรวัด เมื่อรถติดนานๆ หรือใช้รอบเครื่องสูง เกจ์วัดอาจแสดงผลถึง ? ของมาตรวัด แต่ไม่สูงถึงขีดแดง ไม่นานอุณหภูมิก็ลดลงอยู่ในระดับปกติ เมื่อตรวจเช็คเบื้องต้นไม่พบการรั่วซึมและน้ำในระบบก็อยู่ในระดับปกติ อาการนี้มักจะเกิดกับรถที่มีอายุการใช้งานสัก 5-6 ปีหรือเกินกว่า 100,000 กม.ขึ้นไป เหตุการณ์นี้จะเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง มาดูกันครับ</p>
<p>- สาเหตุจากพัดลมระบายความร้อน พัดลมระบายความร้อนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ แบบแรกคือ &#8220;พัดลมไฟฟ้า&#8221; ส่วนใหญ่จะใช้กับรถขับเคลื่อนล้อหน้า กับ &#8220;พัดลมเครื่อง&#8221; ที่ใช้กับรถขับเคลื่อนล้อหลัง คำว่า &#8220;พัดลมเครื่อง&#8221; มาจากการทำงานโดยอาศัยการขับเคลื่อนจากเพลาข้อเหวี่ยง เป็นคำเรียกที่ใช้กันมานานจนเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป</p>
<p>อันดับแรกจะ พูดถึงรถยนต์ที่ใช้พัดลมไฟฟ้าในการระบายความร้อนก่อนนะครับ ปัญหาความร้อนขึ้นสูงกว่าปกติของการใช้พัดลมไฟฟ้านั้นมีอยู่หลายสาเหตุด้วย กัน อย่างแรก เริ่มจากตัวพัดลมเองเสื่อมสภาพ เนื่องจากการใช้งานมานาน เพราะพัดลมชนิดนี้จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อผ่านการใช้งานมานานจะเกิดการเสื่อมสภาพ ไม่ว่าจะเป็นความต้านทานของขดลวดที่เพิ่มขึ้น, แปรงถ่านสึกหรอ ฯลฯ ทำให้กำลังของพัดลมลดลง เป็นผลให้ประสิทธิภาพการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ลดลง เป็นสาเหตุของอาการความร้อนขึ้นสูงกว่าปกติ นอกเหนือจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่ทำให้พัดลมมีประสิทธิภาพลดลง เช่น รีเลย์เสื่อมสภาพ เมื่อผ่านการใช้งานมานาน อุปกรณ์ตัวนี้จะมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา อาการที่เกิดขึ้นก็คือ หลังจากที่ติดเครื่องยนต์และขับเคลื่อนไประยะเวลาหนึ่ง ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนำภายในตัวรีเลย์จะส่งผลให้เกิดความต้าน ทานสูง กระแสไฟที่จะส่งไปยังมอเตอร์ของพัดลมจะลดลง พัดลมก็จะหมุนได้ช้าลงด้วย ถ้าไล่หาสาเหตุตามระบบและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีอีกหลายจุดที่เป็นสาเหตุให้กำลังของพัดลมลดลง เช่น สวิตช์ความร้อนที่ควบคุมการทำงานของพัดลมเสื่อมสภาพ สวิตช์ตัวนี้จะฝังอยู่ที่หม้อน้ำ จะเป็นตัวควบคุมการทำงานของพัดลมให้ทำงาน พัดลมบางตัวจะมีการทำงานแบบ 2 จังหวะ สวิตช์ตัวนี้ก็จะมีการทำงาน 2 จังหวะเช่นกัน จังหวะแรกอาจจะทำงานที่อุณหภูมิเครื่องยนต์ 90 องศาเซลเซียส พัดลมจะหมุนด้วยความเร็วระดับหนึ่งซึ่งต่ำกว่าความเร็วสูงสุดของมัน จังหวะที่สองจะทำงานที่อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส เมื่อถึงอุณหภูมินี้พัดลมจะทำงานด้วยความเร็วสูงสุด บางครั้งสวิตช์ความร้อนตัวนี้เสื่อมสภาพก็ส่งผลให้การทำงานของพัดลมผิด เพี้ยนไป เช่น พัดลมสเต็ปที่สองไม่ทำงานเมื่อถึงอุณหภูมิ ความร้อนก็จะขึ้นสูงกว่าปกติ เมื่อพัดลมประเภทนี้ทำงานด้วยพลังไฟฟ้าเราจะมองข้าม &#8220;แหล่งผลิตไฟฟ้า&#8221; ไปไม่ได้เหมือนกัน นั่นก็คือ &#8220;ไดชาร์จ&#8221; เพราะตัวมันเองก็เกิดการเสื่อมสภาพได้เช่นกัน เมื่อมันเสื่อมสภาพ การผลิตกระแสไฟก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเจ้าพัดลมไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องให้ความสนใจด้วย เช่น สายไฟและจุดเชื่อมต่อต่างๆ ว่ามีการหลุดหลวมหรือสกปรกหรือไม่ เพราะเป็นสาเหตุให้กระแสไฟไหลผ่านได้ยากด้วย อีกจุดหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกันคือ &#8220;แบตเตอรี่&#8221; ในบางช่วงที่อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานพร้อมกันมาก ไดชาร์จจะไม่สามารถผลิตกระแสไฟได้เพียงพอกับความต้องการ อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้นจะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้งาน ถ้าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพก็จะไม่สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถจ่ายกระแสไฟให้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างเพียงพอ เป็นผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ถ้ารถคุณใช้พัดลมไฟฟ้าในการระบายความร้อน เมื่อเกิดอาการเช่นนี้ต้องใจเย็นๆ และไล่กันไปทีละจุด โดยเริ่มจากพัดลม ย้อนกลับมาที่รีเลย์, สวิตช์ความร้อน, จุดต่อและสายไฟ, แบตเตอรี่สุดท้ายคือ ไดชาร์จ</p>
<p>พัดลมระบายความร้อนที่เราเรียกติดปากว่า &#8220;พัดลมเครื่อง&#8221; อันที่จริงมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่แบบที่นิยมใช้กันมากก็คือแบบ Fluid Coupling พัดลมแบบนี้จะทำงานด้วยการเชื่อมต่อด้วย Silicone oil หรือน้ำมันซิลิโคน ตัว Fluid Coupling นั้นจะแบ่งเป็นสองส่วนแยกอิสระจากกัน ลักษณะเหมือนจานสองใบคว่ำเข้าหากัน ตรงกลางจะเป็นที่อยู่ของน้ำมันซิลิโคน จานด้านหนึ่งจะยึดติดกับพูลเล่ย์ที่รับกำลังมาจากเพลาข้อเหวี่ยง จานอีกด้านหนึ่งจะมีใบพัดลมติดอยู่ การทำงานของระบบนี้ก็คือจานที่ยึดกับพูลเล่ย์จะหมุนตามแรงขับของเพลาข้อ เหวี่ยง แรงบิดจะถูกส่งผ่านน้ำมันซิลิโคนที่อยู่ตรงกลางไปยังจานขับด้านที่มีใบพัด ติดอยู่ ทำให้พัดลมทำงานดูดอากาศผ่านหม้อน้ำ ทำให้เกิดการระบายความร้อน เมื่อความเร็วรอบระดับหนึ่ง ความหนืดน้ำมันซิลิโคนจะไม่สามารถทำให้จานด้านที่ติดกับพัดลมหมุนตามจานที่ ติดกับพูลเล่ย์ได้ทันความเร็วรอบของพัดลมก็จะคงที่อยู่เท่านั้น แม้ว่าจะเร่งรอบเครื่องยนต์มากขึ้น นั่นเป็นเพราะการออกแบบมาเพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์เมื่อใช้รอบ เครื่องสูง เมื่อรถมีความเร็วสูงขึ้น แรงลมที่มาปะทะกับหม้อน้ำจะมีปริมาณสูงพอสำหรับการระบายความร้อน พัดลมไม่จำเป็นต้องหมุนเร็วตามรอบเครื่อง เพราะจะสิ้นเปลืองกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น เมื่อผ่านการใช้งานมาระยะเวลาหนึ่ง เจ้าน้ำมันซิลิโคนภายในจะมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ความหนืดของมันจะลดลง ทำให้การส่งถ่ายแรงบิดจากจานขับไปยังจานตัวตามลดลง หมายความว่ารอบการหมุนของพัดลมจะลดลงด้วย ปริมาณลมจึงไม่เพียงพอที่จะระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้เมื่อจอดนิ่งเป็น เวลานาน เป็นสาเหตุของอาการความร้อนขึ้นสูงกว่าปกติเวลาใช้ความเร็วต่ำหรือจอดนิ่ง อยู่กับที่ การแก้ไขนั้นทำได้ไม่ยาก ในรถบางรุ่นเจ้า Fluid Coupling ออกแบบมาให้เปลี่ยนน้ำมันตัวนี้ได้ก็สบายหน่อย เพราะราคาของน้ำมันซิลิโคนตัวนี้ราคาหลอดละร้อยสองร้อยเท่านั้นเอง ในรุ่นที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้นั้นก็ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว แถมราคาของแต่ละรุ่นก็ไม่เท่ากันเสียด้วย อย่างของเซฟิโร่ เครื่อง RB20E ราคาพันกว่าบาท ถ้าเป็นของเครื่อง CA18DET ใน 200SX นั้น ราคาสี่พันกว่า ของจี๊ปเชโรกีก็ประมาณสี่พันบาท ในรุ่นที่ราคาแพงมากอาจจะหาซื้อของมือสองเป็นทางออกสำหรับคนกระเป๋าเบาๆ</p>
<p>อันที่จริงพัดลมที่ต่อการทำงานมาจากเครื่องยนต์ยังมีอีกหลายแบบ เช่น พัดลมคลัตช์ (Fan clutch) แบบนี้จะใช้ชุดคลัตช์เป็นตัวส่งถ่ายกำลัง โดยจะมีเทอร์โมสตรัทคอยควบคุมการทำงานของชุดคลัตช์ เมื่อความอุณหภูมิของเครื่องยนต์ยังไม่ถึงอุณหภูมิการทำงานก็จะไม่มีการส่ง ถ่ายกำลังมายังพัดลม แต่เมื่อถึงอุณหภูมิการทำงาน กลไกที่อยู่ในเทอร์โมสตรัทจะดันชุดสปริงที่ดันผ้าคลัตช์ให้แยกกันอยู่ยุบตัว ผ้าคลัตช์จะจับเข้าด้วยกันก็จะเกิดการส่งผ่านกำลังไปยังพัดลมได้ ในรถบางรุ่นไม่ได้ใช้กลไกในการตัดต่อการทำงาน แต่ใช้สนามแม่เหล็กเป็นตัวตัดต่อการทำงาน เช่นเดียวกับคอมเพรสเซอร์แอร์ ทั้งสองแบบนี้ยังพอมีให้เห็นอยู่ในรถที่มีอายุค่อนข้างมากในราว 15 ปีหรือมากกว่า เมื่อผ่านการใช้งานมานาน ผ้าคลัตช์จะมีการสึกหรอเช่นเดียวกับผ้าคลัตช์ในระบบเกียร์ ทำให้การส่งถ่ายกำลังมีประสิทธิภาพต่ำลง นอกจากนี้ยังอาจจะเกิดอาการผ้าคลัตช์ลื่นหรือไหม้ได้เช่นกัน ดังนั้นต้องทำการตรวจสอบด้วยเช่นกันเมื่อเกิดอาการแบบนี้ขึ้น</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/7/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศูนย์กลาง ซื้อ-ขาย อะไหล่รถ</title>
		<link>http://www.alai2u.com/1/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/1/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2009 16:15:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=1</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><iframe marginwidth="0" marginheight="0" src="http://www.alai2u.com/forums/forums.php" name="board" frameborder="0" width="100%" height="280" scrolling="0" ></iframe></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/1/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
