<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>www.alai2u.com &#187; ความรู้เรื่องเครื่องเสียงรถยนต์</title>
	<atom:link href="http://www.alai2u.com/category/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.alai2u.com</link>
	<description>เว็บประกาศ ซื้อ-ขาย อะไหล่ รถ ทุกชนิด</description>
	<lastBuildDate>Tue, 11 Jan 2011 13:55:34 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ตู้ปิด กับ ตู้เปิด</title>
		<link>http://www.alai2u.com/139/%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/139/%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 02:35:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องเครื่องเสียงรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ตู้ปิด กับ ตู้เปิด]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องเสียงรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=139</guid>
		<description><![CDATA[การตีตู้นั้นคือการออกแบบตู้ให้มีขนาดเหมาะสมกับลำโพ   งหรือซับวูลเฟอร์ที่เราจะใส่ลงไป   ซึ่งสำหรับรถยนต์นั้นก็คงจะเห็นกันบ่อยแต่ตู้ซับวูฟเ  ฟอร์   เพราะลำโพงที่อยู่ในประตูรถนั้น   ในส่วนของประตูนี่แหละที่จะทำหน้าที่เป็นตู้ลำโพงให้  นั้นเอง   แต่ถ้าเป็นเครื่องเสียงบ้านเราก็มักจะเห็นลำโพงอยู่ใ   นตู้กันเป็นปกติอยู่แล้ว  และหลักการพื้นฐานนั้นก็เหมือนๆกัน   ซึ่งปกติที่พบเห็นกันบ่อยคงหนีไม่พ้น ตู้ปิด และ ตู้เปิด
1. ตู้ปิด หรือภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Acoustic suspension    เป็นการออกแบบตู้ซับวูฟเฟอร์ให้ปิดทึบทุกด้านตามชื่อ  ของมัน   ซึ่งอากาศจะอยู่ภายในตู้นั้นจะไม่มีมีช่องทางให้อากา   ศไหลเข้าหรือออกไปได้นั้นเอง  แนวเสียงเบสของตู้ชนิดนี้  จะได้เสียงที่แน่น   ลงลึก  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div id="attachment_140" class="wp-caption alignnone" style="width: 510px"><img class="size-full wp-image-140" title="1205177079[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2010/05/12051770791.jpg" alt="ตู้ปิด ตู้เปิด" width="500" height="375" /><p class="wp-caption-text">ตู้ปิด ตู้เปิด</p></div>การตีตู้นั้นคือการออกแบบตู้ให้มีขนาดเหมาะสมกับลำโพ   งหรือซับวูลเฟอร์ที่เราจะใส่ลงไป   ซึ่งสำหรับรถยนต์นั้นก็คงจะเห็นกันบ่อยแต่ตู้ซับวูฟเ  ฟอร์   เพราะลำโพงที่อยู่ในประตูรถนั้น   ในส่วนของประตูนี่แหละที่จะทำหน้าที่เป็นตู้ลำโพงให้  นั้นเอง   แต่ถ้าเป็นเครื่องเสียงบ้านเราก็มักจะเห็นลำโพงอยู่ใ   นตู้กันเป็นปกติอยู่แล้ว  และหลักการพื้นฐานนั้นก็เหมือนๆกัน   ซึ่งปกติที่พบเห็นกันบ่อยคงหนีไม่พ้น ตู้ปิด และ ตู้เปิด<br />
1. ตู้ปิด หรือภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Acoustic suspension    เป็นการออกแบบตู้ซับวูฟเฟอร์ให้ปิดทึบทุกด้านตามชื่อ  ของมัน   ซึ่งอากาศจะอยู่ภายในตู้นั้นจะไม่มีมีช่องทางให้อากา   ศไหลเข้าหรือออกไปได้นั้นเอง  แนวเสียงเบสของตู้ชนิดนี้  จะได้เสียงที่แน่น   ลงลึก  แถมยังมีข้อดีที่จูนง่าย  รวมถึงยังใช้ขนาดตู้ไม่ใหญ่มาก   แต่เสียงที่ได้ค่อนข้างดี  และเป็นตู้ที่ผมชอบมากที่สุดอีกด้วย  ส่วนข้อเสียคือต้องใช้กำลังขับจากแอมป์ค่อนข้างมากกว  ่าตู้แบบอื่น   แต่ด้วยเทคโนโลยีในสมัยนี้นั้น  เรื่องกำลังขับคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่   เพียงแต่ต้องเลือกแอมป์และซับวูฟเฟอร์ให้เหมาะสมกัน   รวมถึงแนวเสียงของซับก็ต้องเลือกให้ถูกใจผู้ฟัง   และขนาดตู้นั้นก็ต้องให้เหมาะสมกันด้วย</p>
<p>2. ตู้เปิด หรือภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Bass reflex   ตู้ชนิดนี้นั้นจะมีรูหรือท่อช่วยระบายเสียงเบส  โดยการออกแบบนั้นจะต้องคำนวนให้ดี   เพราะต้องคำนึงถึงการผลักของอากาศให้ไปในทิศทางเดียว  กันเสมอ   จุดประสงค์ของตู้เปิดนั้นคือ ให้เสียงเบสที่ค่อนข้างมาก (ปริมาณเสียงเบส)  ในขณะที่ใช้กำลังขับจากแอมป์ที่เท่ากัน   ซึ่งข้อดีก็คือได้เสียงที่ดังกว่าตู้ปิด   แต่ข้อเสียก็คือคุณภาพเสียงเบสนั้นจะไม่แน่น ลงลึก เท่ากับตู้ปิด   รวมถึงขนาดตู้ก็ค่อนข้างจะมีขนาดใหญ่</p>
<p>นอกจากนี้ก็ยังมีตู้แบบอื่นๆอีก เช่น Bandpass   ที่หลังๆก็เริ่มได้ความนิยมกันมากขึ้นเพราะดูสวยงาม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/139/%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตีตู้ลำโพงแบบต่างๆ</title>
		<link>http://www.alai2u.com/136/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/136/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 02:26:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องเครื่องเสียงรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การตีตู้ลำโพง]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องเสียงรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=136</guid>
		<description><![CDATA[ตู้ลำโพงที่ใช้กับลำโพงซับวูฟเฟอร์ นั้นมี 3 แบบ
1.แบบตู้ปิด (SEALED)
2.แบบมีท่อ (VENTED)
3.แบบแบนพาส (BANDPASS)
1.  ลำโพงแบบตู้ปิดหรือ SEALED  ENCLOSURES 
เป็นลำโพงที่นิยมที่สุด  โดยสามารถควบคุมการขับกำลังวัตต์ของลำโพงได้สูงกว่าต  ู้ลำโพงแบบอื่น  หรือเรียกได้ว่าสามารถให้เสียงที่มีความดังระดับ SPL ได้  โดยต้องเลือกขนาดของตู้   ลำโพงให้เหมาะสมกับการใช้งาน อย่างไรก็ตาม  เรื่องของกำลังวัตต์ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญทื่จะทำให้ลำโพงมีสมรรถนะได้  ดังนั้นจากมุมมองทางวิศวกรรม ลำโพงแบบตู้ปิด จึงได้ชื่อว่าเป็นการออกแบบที่  &#8221; SIMPLE IS BETTER&#8221; (ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี)
แบบ SEALED ENCLOSURES (ตู้ปิด) เสียงเบส น้อยแต่ให้รายละเอียดสูง  ตู้ลำโพงแบบแพงๆจะใช้สูตรนี้
2.  ตู้ลำโพงแบบมีท่อ (VENTED  ENCLOSURE) 
คือตู้ลำโพงที่ให้ความสมดุลที่ดีระหว่าพารามิเตอร์ต่  าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div id="attachment_137" class="wp-caption alignnone" style="width: 415px"><img class="size-full wp-image-137" title="speaker-closed[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2010/05/speaker-closed1.gif" alt="การตีตู้ลำโพง" width="405" height="338" /><p class="wp-caption-text">การตีตู้ลำโพง</p></div><span style="font-size: medium;"><strong><span style="color: blue;">ตู้ลำโพงที่ใช้กับลำโพงซับวูฟเฟอร์ นั้นมี 3 แบบ</span></strong></span></p>
<p>1.แบบตู้ปิด (SEALED)<br />
2.แบบมีท่อ (VENTED)<br />
3.แบบแบนพาส (BANDPASS)</p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong><span style="color: red;">1.  ลำโพงแบบตู้ปิดหรือ SEALED  ENCLOSURES </span></strong></span></p>
<p>เป็นลำโพงที่นิยมที่สุด  โดยสามารถควบคุมการขับกำลังวัตต์ของลำโพงได้สูงกว่าต  ู้ลำโพงแบบอื่น  หรือเรียกได้ว่าสามารถให้เสียงที่มีความดังระดับ SPL ได้  โดยต้องเลือกขนาดของตู้   ลำโพงให้เหมาะสมกับการใช้งาน อย่างไรก็ตาม  เรื่องของกำลังวัตต์ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญทื่จะทำให้ลำโพงมีสมรรถนะได้  ดังนั้นจากมุมมองทางวิศวกรรม ลำโพงแบบตู้ปิด จึงได้ชื่อว่าเป็นการออกแบบที่  &#8221; SIMPLE IS BETTER&#8221; (ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี)</p>
<p>แบบ SEALED ENCLOSURES (ตู้ปิด) เสียงเบส น้อยแต่ให้รายละเอียดสูง  ตู้ลำโพงแบบแพงๆจะใช้สูตรนี้</p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong><span style="color: red;">2.  ตู้ลำโพงแบบมีท่อ (VENTED  ENCLOSURE) </span></strong></span></p>
<p>คือตู้ลำโพงที่ให้ความสมดุลที่ดีระหว่าพารามิเตอร์ต่  าง ๆ  โดยท่อของตู้ลำโพงเป็นตัวกรอง (FILTER) ทางเสียงให้กับลำโพง  อย่างไรก็ตามตู้ลำโพงแบบท่อนี้  จะใช้พื้นที่ในการติดตั้งที่มากกว่าแบบตู้ปิด  เนื่องจากส่วนของท่อนั้นถือได้ว่าเป็นทางให้สัญญาณเส  ียงออกอีกทางหนึ่ง  ข้อดีของตู้ลำโพงแบบนี้  คือสามารถให้ความถี่เสียงเบสที่ต่ำกว่าตู้ลำโพงแบบอื  ่น  พร้อมทั้งมีประสิทธิภาพในการตอบสนองความถี่ที่ดี  แต่ก็ต้องอาศัยการออกแบบที่ดี เพื่อให้ตัวแปรที่มีผลต่อเสียง เช่น  ตัวตู้ลำโพง ลำโพง และท่อสอดผสานกันอย่างลงตัว  ถึงแม้การออกแบบจะมีความซับซ้อน แต่ตู้ลำโพงแบบนี้ก็เป็นที่นิยมมาก  โดยเฉพาะการนำ ไปใช้ออกแบบลำโพงอย่างเสียงต่ำในรถยนต์</p>
<p>แบบ VENTED ENCLOSURES (ตู้แบบมีท่อเบส) ตู้แบบนี้ นิยมมากที่เห็นกันบ่อยๆ  คือตู้แบบนี้ มากถึง 80%</p>
<p><img src="http://static.howstuffworks.com/gif/speaker-bass-reflex.gif" border="0" alt="" /></p>
<p><span style="font-size: medium;"><strong><span style="color: red;">3.  ตู้ลำโพงแบบ 4 TH-ORDER BAND PASS</span></strong></span></p>
<p>คือตู้ลำโพงปิดที่มีการเพิ่มท่อด้านหน้าลำโพง  ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกรองเสียง(ACOUSTICAL FILTER) กับตู้ลำโพงแบบปิดธรรมดา  แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสียก็คือจะต้องใช้พื้นที่มาก ดังนั้น  จึงมีการประยุกต์ระบบ 4TH- ORDER BAND PASS  ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการออกแบบมากกว่าตู้ลำโพงแบบปิด หรือแบบเบสรีเฟล็กซ์  เนื่องจากสามารถวางปริมาตรของตู้เทางด้านหน้า หรือด้านหลัง  หรือเพิ่มลดขนาดของท่อได้ ทำให้สามารถระบุการตอบสนองความถี่รวมทั้งความไว  (SENSITIVITY) ของระบบได้อย่างอิสระกว่า ตู้ลำโพงแบบปิด หรือแบบ  เบสรีเฟล็กซ์ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องอาศัยการปรับแต่งเสียงที่ดี  เพื่อช่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
<p>แบบ BAND PASS ENCLOSURES (ตู้สูตร) ตู้แบบนี้ ออกแบบยากสุด  (หาซื้อยากด้วย) แต่ให้เสียงเบสแบบ สุดใจจริงๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/136/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การทดสอบกำลังไฟ</title>
		<link>http://www.alai2u.com/132/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/132/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 02:21:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้เรื่องเครื่องเสียงรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[การทดสอบกำลังไฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=132</guid>
		<description><![CDATA[
ถ้า เราต้องการทราบว่าไฟที่จ่ายให้กับระบบเสียงของเรานั้นพอเพียงหรือไม่ สามารถกระทำได้โดยการวัดจาก  VOM(Volt-Ohm-Meter)  โดยเริ่มวัดแบตเตอรี่ทั้งในขณะที่ติดเครื่องยนต์และไม่ติดเครื่องยนต์  แล้วอ่านค่าทั้งสองสภาวะนี้เก็บเอาไว้ จากนั้นจึงย้ายไปวัดที่ขั้ว B+  ตรงเพาเวอร์แอมป์ ก็จะได้ค่าแรงไฟมาตัวเลขหนึ่ง  เมื่อรวมกันแล้วความแตกต่างควรจะมีประมาณ ½ โวลท์ หรืออย่างมากก็ไม่ควรเกิน  1 โวลท์  กรณีนี้ถ้าคำนวณขนาดของสายไฟแรงดันถูกต้องความแตกต่างจะยิ่งน้อยกว่านี้  จากนั้นให้เปิดใช้ระบบเสียงในระดับความดังที่คิดว่า”ดังมากพอ”  แล้ววัดที่ขั้ว B+ ตรงเพาเวอร์แอมป์อีกครั้ง  ถ้าเข็มมิเตอร์เต้นตามจังหวะของเพลง, ไฟบนหน้าปัดวิทยุมีอาการกระพริบ  นั่นเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าไฟในรถมีอาการไม่พอเพียง
แต่ถ้าหากมีการลดลงของเข็ม วัดน้อยกว่า 1/10 โวลท์ ก็ถือเป็นปกติไม่ต้องพะวงมากนัก  ซึ่งไฟที่ลดลงนั้นอาจมีผลมาจาก
สายไฟแรงดันที่ขั้วบวก หรือขั้วลบที่ลงกราวน์  อาจมีขนาดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนของกระแสที่ไหลผ่าน
เกิดอิมพีแดนซ์อย่างรุนแรงในจุดต่อยึดบางจุดของสายไฟแรงดัน/หรือขั้วกราวน์  อาทิ ขั้วแบตเตอรี่เสื่อม, มีการต่อสายไฟแรงดันอย่างหลวมๆไม่บัดกรี,  ขันหัวขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่น,  ยึดหัวขั้วไฟกราวน์ไม่แน่น,  ไม่ขูดสีตัวถังให้สะอาด หรือกราวน์ไม่สมบูรณ์
ขนาดของแบตเตอรี่ไม่เพียงพอที่จะจ่ายกระแสไฟให้กับระบบเสียง  หรือมีความจะของกระแสที่แบตเตอรี่น้อยเกินไป
แบตเตอรี่มีการคายประจุที่เร็วมาก(ผิดปกติ) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><img class="alignnone size-full wp-image-133" title="engine001[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2010/05/engine0011.jpg" alt="engine001[1]" width="400" height="300" /></h2>
<div id="postmessage_66921">ถ้า เราต้องการทราบว่าไฟที่จ่ายให้กับระบบเสียงของเรานั้นพอเพียงหรือไม่ สามา<span onclick="tagshow(event)">รถ</span>กระทำได้โดยการวัดจาก  VOM(Volt-Ohm-Meter)  โดยเริ่มวัดแบตเตอรี่ทั้งในขณะที่ติดเครื่องยนต์และไม่ติดเครื่องยนต์  แล้วอ่านค่าทั้งสองสภาวะนี้เก็บเอาไว้ จากนั้นจึงย้ายไปวัดที่ขั้ว B+  ตรงเพาเวอร์แอมป์ ก็จะได้ค่าแรงไฟมาตัวเลขหนึ่ง  เมื่อรวมกันแล้วความแตกต่างควรจะมีประมาณ ½ โวลท์ หรืออย่างมากก็ไม่ควรเกิน  1 โวลท์  กรณีนี้ถ้าคำนวณขนาดของสายไฟแรงดันถูกต้องความแตกต่างจะยิ่งน้อยกว่านี้  จากนั้นให้เปิดใช้ระบบเสียงในระดับความดังที่คิดว่า”ดังมากพอ”  แล้ววัดที่ขั้ว B+ ตรงเพาเวอร์แอมป์อีกครั้ง  ถ้าเข็มมิเตอร์เต้นตามจังหวะของเพลง, ไฟบนหน้าปัดวิทยุมีอาการกระพริบ  นั่นเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าไฟใ<span onclick="tagshow(event)">นร</span>ถมีอาการไม่พอเพียง</p>
<p><span onclick="tagshow(event)">แต่</span>ถ้าหากมีการลดลงของเข็ม วัดน้อยกว่า 1/10 โวลท์ ก็ถือเป็นปกติไม่ต้องพะวงมากนัก  ซึ่งไฟที่ลดลงนั้นอาจมีผลมาจาก</p>
<p>สายไฟแรงดันที่ขั้วบวก หรือขั้วลบที่ลงกราวน์  อาจมีขนาดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนของกระแสที่ไหลผ่าน</p>
<p>เกิดอิมพีแดนซ์อย่างรุนแรงในจุดต่อยึดบางจุดของสายไฟแรงดัน/หรือขั้วกราวน์  อาทิ ขั้วแบตเตอรี่เสื่อม, มีการต่อสายไฟแรงดันอย่างหลวมๆไม่บัดกรี,  ขันหัวขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่น,  ยึดหัวขั้วไฟกราวน์ไม่แน่น,  ไม่ขูดสีตัวถังให้สะอาด หรือกราวน์ไม่สมบูรณ์</p>
<p>ขนาดของแบตเตอรี่ไม่เพียงพอที่จะจ่ายกระแสไฟให้กับระบบเสียง  หรือมีความจะของกระแสที่แบตเตอรี่น้อยเกินไป</p>
<p>แบตเตอรี่มีการคายประจุที่เร็วมาก(ผิดปกติ)  หรือไม่ก็แผ่นแซลในแบตเตอรี่เกิดความเสียหาย(เปลี่ยนใหม่)แล้วเช็คด้วย VOM  อีกครั้ง</p>
<p>แบตเตอรี่มีขนาดพอเพียงกับการจ่ายกระแส  แต่ว่าตัว”ไดชาร์จ”ให้ขนาดกระแสขาออกน้อยเกินไป  หรือไม่สามารถจ่ายกระแสได้มาพอต่อการประจุแบตเตอรี่ให้เต็มได้  กรณีแบบนี้ค่าแรงดันที่วัดได้จากแบตเตอรี่จะต่ำกว่า 12 โวลท์  เมื่อทำการตรวจวัดในขณะดับเครื่องยนต์</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/132/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

