<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>www.alai2u.com &#187; ความรู้เรื่องรถ</title>
	<atom:link href="http://www.alai2u.com/category/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.alai2u.com</link>
	<description>เว็บประกาศ ซื้อ-ขาย อะไหล่ รถ ทุกชนิด</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 May 2010 05:00:55 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ไฟตัดหมอก แฟชั่น..อันตราย!</title>
		<link>http://www.alai2u.com/150/%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%9f%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/150/%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%9f%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 04:53:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นไฟตัดหมอก]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟตัดหมอก อันตราย!]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟตัดหมอก แฟชั่น..อันตราย!]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=150</guid>
		<description><![CDATA[เสียงบ่นจากผู้ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนมีมากขึ้นเรื่อยๆ  เกี่ยวกับแสงไฟสว่างจ้าจนบางครั้งเกินความจำเป็น  ที่สาดส่องมาจากรถที่วิ่งอยู่บนถนน
เสียงบ่นจากผู้ขับขี่รถยนต์บน ท้องถนนมีมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับแสงไฟสว่างจ้าจนบางครั้งเกินความจำเป็น  ที่สาดส่องมาจากรถที่วิ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน
ไฟตัดหมอก  อุปกรณ์แต่งรถที่กำลังเป็นแฟชั่นระบาดไปทั่วทั้งรถเก๋ง และรถปิกอัพ คือ  ที่มาของแสงสว่างจ้าบนท้องถนนยามค่ำคืน
การเปิดไฟตัดหมอกอาจดูเท่ใน สายตาเจ้าของรถ แต่สำหรับผู้ขับขี่ที่โดนแสงไฟตัดหมอกที่  เปิดในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม  สาดใส่แล้วละก็กลับกลายเป็นความทุกข์ที่ส่งผลต่อทัศนวิสัยในการมองเห็น  และต้องจำทนกับสภาพนี้โดยทำอะไรไม่ได้มากนอกจากขับหนี  หรือปล่อยให้แซงหน้าไป
จากการใช้งานในช่วงเวลาที่ผิดนี้เอง  อาจทำให้คุณประโยชน์ที่มีมหาศาลของไฟตัดหมอก กลายเป็นแค่สินค้าแฟชั่น  ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายและอุบัติเหตุแก่รถยนต์คันอื่นบนท้องถนนได้
ความ จริงไฟตัดหมอกมี มานานแล้ว  แต่ในเมืองไทยยังไม่เป็นที่นิยมเพราะราคาแพงและไม่มีความจำเป็น   จึงมีให้เห็นเฉพาะกับรถนำเข้าจากเขตเมืองหนาวหรือเขตเมืองที่อยู่สูงกว่า  ระดับน้ำทะเลมากๆ เท่านั้น  ต่อมาค่านิยมเริ่มเปลี่ยนไป   เพราะการติดไฟตัดหมอกถือว่าเท่และทันสมัย  ประกอบกับราคาที่ถูกลงจึงมีการหาซื้อมาดัดแปลงติดตั้งเพิ่มเติมกัน   แม้แต่รถที่ผลิตในเมืองไทยก็ยังนิยมติดไฟตัดหมอก
“ไฟตัดหมอก”  ถือกำเนิดขึ้นมาในแถบประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง อากาศหนาว  หรือประเทศที่เป็นเกาะล้อมรอบด้วยน้ำทำให้มีฝนตกบ่อยตลอดทั้งปี   มีบรรยากาศที่ขมุกขมัวหรือมีหมอกเป็นส่วนมาก ดังนั้น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #cc3300;"><div id="attachment_151" class="wp-caption alignnone" style="width: 510px"><strong><span><img class="size-full wp-image-151" title="1[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2010/05/11.jpg" alt="ไฟตัดหมอก อันตราย" width="500" height="375" /></span></strong><p class="wp-caption-text">ไฟตัดหมอก อันตราย</p></div></span></strong>เสียงบ่นจากผู้ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนมีมากขึ้นเรื่อยๆ  เกี่ยวกับแสงไฟสว่างจ้าจนบางครั้งเกินความจำเป็น  ที่สาดส่องมาจากรถที่วิ่งอยู่บนถนน</p>
<p>เสียงบ่นจากผู้ขับขี่รถยนต์บน ท้องถนนมีมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับแสงไฟสว่างจ้าจนบางครั้งเกินความจำเป็น  ที่สาดส่องมาจากรถที่วิ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน</p>
<p>ไฟตัดหมอก  อุปกรณ์แต่งรถที่กำลังเป็นแฟชั่นระบาดไปทั่วทั้งรถเก๋ง และรถปิกอัพ คือ  ที่มาของแสงสว่างจ้าบนท้องถนนยามค่ำคืน</p>
<p>การเปิดไฟตัดหมอกอาจดูเท่ใน สายตาเจ้าของรถ แต่สำหรับผู้ขับขี่ที่โดนแสงไฟตัดหมอกที่  เปิดในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม  สาดใส่แล้วละก็กลับกลายเป็นความทุกข์ที่ส่งผลต่อทัศนวิสัยในการมองเห็น  และต้องจำทนกับสภาพนี้โดยทำอะไรไม่ได้มากนอกจากขับหนี  หรือปล่อยให้แซงหน้าไป</p>
<p>จากการใช้งานในช่วงเวลาที่ผิดนี้เอง  อาจทำให้คุณประโยชน์ที่มีมหาศาลของไฟตัดหมอก กลายเป็นแค่สินค้าแฟชั่น  ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายและอุบัติเหตุแก่รถยนต์คันอื่นบนท้องถนนได้</p>
<p>ความ จริงไฟตัดหมอกมี มานานแล้ว  แต่ในเมืองไทยยังไม่เป็นที่นิยมเพราะราคาแพงและไม่มีความจำเป็น   จึงมีให้เห็นเฉพาะกับรถนำเข้าจากเขตเมืองหนาวหรือเขตเมืองที่อยู่สูงกว่า  ระดับน้ำทะเลมากๆ เท่านั้น  ต่อมาค่านิยมเริ่มเปลี่ยนไป   เพราะการติดไฟตัดหมอกถือว่าเท่และทันสมัย  ประกอบกับราคาที่ถูกลงจึงมีการหาซื้อมาดัดแปลงติดตั้งเพิ่มเติมกัน   แม้แต่รถที่ผลิตในเมืองไทยก็ยังนิยมติดไฟตัดหมอก</p>
<p>“ไฟตัดหมอก”  ถือกำเนิดขึ้นมาในแถบประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง อากาศหนาว  หรือประเทศที่เป็นเกาะล้อมรอบด้วยน้ำทำให้มีฝนตกบ่อยตลอดทั้งปี   มีบรรยากาศที่ขมุกขมัวหรือมีหมอกเป็นส่วนมาก ดังนั้น  เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการใช้ยานพาหนะจึงมีการคิดค้นไฟตัดหมอกขึ้นมา</p>
<p>ไฟ ตัดหมอกจะ ใช้ไฟที่ให้ความสว่างสูง  ส่วนใหญ่หลอดจะเป็นสปอตไลท์  ส่องในระนาบขนานกับพื้นถนนหรือตกพื้นในระยะไกล  ดังนั้นความสว่างจึงมีมากและส่องได้ไกลกว่า โดยเฉพาะในยามที่ฝนตกหนัก  หรือหมอกลงจัด<br />
หลอดไฟหน้าปกติถ้าเปิดส่องในขณะที่หมอกจัด  มุมที่เอียงลงต่ำทำให้เกิดมุมสะท้อนกลับสู่สายตาของผู้ขับขี่   จึงทำให้แสงที่ส่องผ่านไปมีน้อย หรือมองเห็นแค่ในระยะไม่เกิน 10 &#8211; 15 เมตร  แถมแสบตากับแสงที่สะท้อนกลับ แต่ไฟตัดหมอกที่  ส่องแบบขนานพื้นจะไม่สะท้อนมาที่ห้องโดยสาร เพราะสามารถทะลุทะลวงได้มาก  และสะท้อนกลับมาในมุมที่ไม่กระทบผู้ขับขี่ ทำให้มองเห็นได้ในระยะมากกว่า 30  &#8211; 80 เมตร</p>
<p>ในทำนองเดียวกัน เมื่อพื้นถนนเปียกหรือฝนหยุดตกใหม่ๆ  ในตอนกลางคืน ไฟหน้าปกติที่ส่องลงผิวถนนจะถูกพื้นน้ำสะท้อนออกไปอีกมุมหนึ่ง  ซึ่งบางครั้งแทบจะมองไม่เห็นผิวถนนด้วยซ้ำ แต่ไฟตัดหมอกที่  แทบจะไม่ส่องลงพื้นถนนยังสามารถมองเห็นผิวถนนในระยะสายตาได้อย่างชัดเจน  ซึ่งในแถบประเทศเขตเมืองหนาวได้ออกกฎบังคับให้รถทุกคัน  ต้องมีไฟตัดหมอกเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน</p>
<p>ปัจจุบันคนไทยนิยมตกแต่งรถด้วยไฟ ตัดหมอก และมักเปิดใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ผิดวิธี   ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้เส้นทางรายอื่นๆ เพราะ  ไฟตัดหมอกเป็นไฟที่ให้ความสว่างสูง  ส่วนใหญ่หลอดจะเป็นสปอตไลท์จึงสามารถส่องสว่างไปได้ไกล  ซึ่งหากเปิดใช้ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม  แสงจากหลอดไฟตัดหมอกจะไปแยงและรบกวนสายตาผู้ที่ขับรถสวนทางมาทำให้ตาพร่ามัว  จึงมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้สูงกว่าปกติ</p>
<p>การใช้ไฟตัดหมอกให้ ถูกวิธี จึงมีการรณรงค์กันอย่างต่อเนื่องจากทั้งทางภาครัฐ และเอกชน  โดยกรณีที่จำเป็นต้องเปิดไฟตัดหมอก ประกอบด้วย</p>
<p>1. ฝนตกปรอยๆ  หรือตกหนัก ไฟตัดหมอกจะมีประโยชน์มาก  แม้จะเป็นช่วงกลางวันก็ตามเพราะมันสามารถช่วยให้รถที่สวนมามองเห็นไฟตัด  หมอกอย่างชัดเจน</p>
<p>2. เมื่อขึ้นภูเขาสูงหรือยอดเขา  โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวทั้งตอนเช้าและตอนกลางคืน   เพราะที่สูงๆ นั้น  หมอกจะมีมากกว่าปกติ</p>
<p>3.  ในช่วงกลางคืนหลังฝนหยุดตกหรือถนนยังเปียกอยู่  ซึ่งไฟตัดหมอกจะช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้น  เพราะไฟหน้าปกติถูกน้ำสะท้อนไปเกือบหมดแล้ว</p>
<p>4.  ทุกกรณีที่มีหมอกหรือควันเกิดขึ้นบนท้องถนนที่บดบังทัศนวิสัยให้มองเห็นได้ น้อยกว่า 50 เมตร</p>
<p>แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น  ควรปิดไฟตัดหมอกทันทีที่มีรถสวนมาในระยะที่มองเห็นไฟหน้าของรถที่สวนมาได้  อย่างชัดเจน แม้แต่รถที่มีระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติก็จะสั่งปิดไฟตัดหมอก  คงไว้เฉพาะไฟปกติเมื่อสัญญาณจับได้ว่ามีไฟสะท้อนมาในมุมตรงข้าม</p>
<p>การ ใช้ไฟตัดหมอกอย่างถูกวิธีจะก่อให้เกิดประโยชน์และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการ ใช้รถใช้ถนน และเสริมทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ให้ดีขึ้น</p>
<p>ในทางตรงกัน ข้าม การเปิดไฟตัดหมอกอย่าง พร่ำเพรื่อ ไม่มีมารยาท และผิดวิธี  นอกจากจะรบกวนสายตาและสร้างความรำคาญให้กับผู้ขับรถรายอื่นๆ   ที่ร่วมใช้เส้นทางแล้ว  ยังเพิ่มโอกาสทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าปกติอีกด้วย</p>
<p>&#8220;ปัจจุบัน คนไทยนิยมตกแต่งรถด้วยไฟตัดหมอก และมักเปิดใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ผิดวิธี   ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้เส้นทางรายอื่นๆ&#8221;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/150/%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%9f%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การวอร์มแบตเตอรี่เครื่องยนต์</title>
		<link>http://www.alai2u.com/147/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/147/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 04:49:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[การวอร์มแบตเตอรี่เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่เครื่องยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=147</guid>
		<description><![CDATA[การวอร์มแบตเตอรี่เครื่องยนต์ เป็นการกระตุ้นการทำงานของเครื่องยนต์ และตรวจเช็คสภาพความพร้อมระบบต่างๆ  ของรถยนต์ เพราะเวลาอากาศเย็น ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์จะลดน้อยลง  เพราะน้ำมันหล่อลื่นจะเกิดการจับตัวและมีความหนืดมาก  ทำให้การขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ช้าลง  ถ้าไม่ได้วอร์มแบตเตอรี่เครื่องยนต์อาจทำให้อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนเกิดการสึก  กร่อนได้ง่าย
การวอร์มเครื่อง  ยนต์และแบตเตอรี่ก่อนการขับรถยนต์  เป็นการกระตุ้นหรือเพิ่มอุณหภูมิให้เครื่องยนต์อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน  และเป็นการรักษาอุปกรณ์ยานยนต์ไม่ให้เกิดการสึกกร่อนก่อนเวลาอันควร  นอกจากนี้ ควรเช็คระบบการทำงานของเครื่องยนต์ ทั้งระบบไฟส่องทาง, ไฟสัญญาณ  ล้อยางและลมยาง หรือส่วนสำคัญส่วนอื่นๆ รวมทั้ง ‘แบตเตอรี’  ก่อนการขับรถทุกครั้งเพื่อความมั่นใจและปลอดภัยตลอดทุกเส้นทาง

ก่อน สตาร์ทเครื่องยนต์ ควรเช็คระบบเกียร์ทุกครั้ง สำหรับระบบธรรมดา  เกียร์ควรอยู่ในช่องเกียร์ว่าง ส่วนระบบเกียร์อัตโนมัติควรอยู่ที่ N หรือ P  จากนั้นดึงเบรกมือไว้ เพื่อป้องกันการเคลื่อนของรถยนต์ขณะสตาร์ท
ปิด อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในรถยนต์ทั้งหมด เช่น เครื่องปรับอากาศ, เครื่องเสียง  และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ต้องใช้ไฟจากแบตเตอรี่  เพื่อให้แบตเตอรี่มีกำลังไฟที่เพียงพอในการสตาร์ท
บิดกุญแจไปยัง ตำแหน่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การวอร์มแบตเตอรี่เครื่องยนต์</strong> เป็นการกระตุ้นการทำงานของเครื่องยนต์ และตรวจเช็คสภาพความพร้อมระบบต่างๆ  ของรถยนต์ เพราะเวลาอากาศเย็น ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์จะลดน้อยลง  เพราะน้ำมันหล่อลื่นจะเกิดการจับตัวและมีความหนืดมาก  ทำให้การขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ช้าลง  ถ้าไม่ได้วอร์มแบตเตอรี่เครื่องยนต์อาจทำให้อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนเกิดการสึก  กร่อนได้ง่าย</p>
<div id="attachment_148" class="wp-caption alignnone" style="width: 460px"><img class="size-full wp-image-148" title="291252_2[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2010/05/291252_21.jpg" alt="การวอร์มแบตเตอรี่เครื่องยนต์" width="450" height="318" /><p class="wp-caption-text">การวอร์มแบตเตอรี่เครื่องยนต์</p></div>
<p>การวอร์มเครื่อง  ยนต์และแบตเตอรี่ก่อนการขับรถยนต์  เป็นการกระตุ้นหรือเพิ่มอุณหภูมิให้เครื่องยนต์อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน  และเป็นการรักษาอุปกรณ์ยานยนต์ไม่ให้เกิดการสึกกร่อนก่อนเวลาอันควร  นอกจากนี้ ควรเช็คระบบการทำงานของเครื่องยนต์ ทั้งระบบไฟส่องทาง, ไฟสัญญาณ  ล้อยางและลมยาง หรือส่วนสำคัญส่วนอื่นๆ รวมทั้ง ‘แบตเตอรี’  ก่อนการขับรถทุกครั้งเพื่อความมั่นใจและปลอดภัยตลอดทุกเส้นทาง</p>
<ol>
<li>ก่อน สตาร์ทเครื่องยนต์ ควรเช็คระบบเกียร์ทุกครั้ง สำหรับระบบธรรมดา  เกียร์ควรอยู่ในช่องเกียร์ว่าง ส่วนระบบเกียร์อัตโนมัติควรอยู่ที่ N หรือ P  จากนั้นดึงเบรกมือไว้ เพื่อป้องกันการเคลื่อนของรถยนต์ขณะสตาร์ท</li>
<li>ปิด อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในรถยนต์ทั้งหมด เช่น เครื่องปรับอากาศ, เครื่องเสียง  และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ต้องใช้ไฟจากแบตเตอรี่  เพื่อให้แบตเตอรี่มีกำลังไฟที่เพียงพอในการสตาร์ท</li>
<li>บิดกุญแจไปยัง ตำแหน่ง ON เพื่อเช็คการทำงานของระบบต่างๆ  รวมทั้งไฟสัญญาณเตือนบนแผงหน้าปัดทุกครั้ง ถ้าไม่มีสัญญาณไฟเตือน จึงค่อยๆ  สตาร์ทเครื่องยนต์  เพื่อวอร์มเครื่องยนต์และชาร์จประจุไฟฟ้ากลับเข้าแบตเตอรี่</li>
<li>การ วอร์มเครื่องยนต์ทุกครั้ง  ควรหลีกเลี่ยงวิธีการเหยียบคันเร่งหรือเคลื่อนที่รถยนต์  ควรใช้วิธีสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที  เพื่อให้เครื่องยนต์และอุปกรณ์ยานยนต์ต่างๆ มีอุณหภูมิสูงขึ้น</li>
<li>หลีก เลี่ยงการวอร์มเครื่องยนต์ในสถานที่ปิด หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก  เพราะจะทำให้เกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ซึ่งมีอันตรายต่อร่างกาย</li>
<li>ช่วง ระยะทาง 1-2 กิโลเมตรแรกในการยขับรถยนต์ ไม่ควรขับรถเร็วเกินไป  เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของน้ำมันหล่อลื่น</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/147/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การทดสอบกำลังไฟ</title>
		<link>http://www.alai2u.com/132/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/132/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 02:21:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้เรื่องเครื่องเสียงรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[การทดสอบกำลังไฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=132</guid>
		<description><![CDATA[
ถ้า เราต้องการทราบว่าไฟที่จ่ายให้กับระบบเสียงของเรานั้นพอเพียงหรือไม่ สามารถกระทำได้โดยการวัดจาก  VOM(Volt-Ohm-Meter)  โดยเริ่มวัดแบตเตอรี่ทั้งในขณะที่ติดเครื่องยนต์และไม่ติดเครื่องยนต์  แล้วอ่านค่าทั้งสองสภาวะนี้เก็บเอาไว้ จากนั้นจึงย้ายไปวัดที่ขั้ว B+  ตรงเพาเวอร์แอมป์ ก็จะได้ค่าแรงไฟมาตัวเลขหนึ่ง  เมื่อรวมกันแล้วความแตกต่างควรจะมีประมาณ ½ โวลท์ หรืออย่างมากก็ไม่ควรเกิน  1 โวลท์  กรณีนี้ถ้าคำนวณขนาดของสายไฟแรงดันถูกต้องความแตกต่างจะยิ่งน้อยกว่านี้  จากนั้นให้เปิดใช้ระบบเสียงในระดับความดังที่คิดว่า”ดังมากพอ”  แล้ววัดที่ขั้ว B+ ตรงเพาเวอร์แอมป์อีกครั้ง  ถ้าเข็มมิเตอร์เต้นตามจังหวะของเพลง, ไฟบนหน้าปัดวิทยุมีอาการกระพริบ  นั่นเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าไฟในรถมีอาการไม่พอเพียง
แต่ถ้าหากมีการลดลงของเข็ม วัดน้อยกว่า 1/10 โวลท์ ก็ถือเป็นปกติไม่ต้องพะวงมากนัก  ซึ่งไฟที่ลดลงนั้นอาจมีผลมาจาก
สายไฟแรงดันที่ขั้วบวก หรือขั้วลบที่ลงกราวน์  อาจมีขนาดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนของกระแสที่ไหลผ่าน
เกิดอิมพีแดนซ์อย่างรุนแรงในจุดต่อยึดบางจุดของสายไฟแรงดัน/หรือขั้วกราวน์  อาทิ ขั้วแบตเตอรี่เสื่อม, มีการต่อสายไฟแรงดันอย่างหลวมๆไม่บัดกรี,  ขันหัวขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่น,  ยึดหัวขั้วไฟกราวน์ไม่แน่น,  ไม่ขูดสีตัวถังให้สะอาด หรือกราวน์ไม่สมบูรณ์
ขนาดของแบตเตอรี่ไม่เพียงพอที่จะจ่ายกระแสไฟให้กับระบบเสียง  หรือมีความจะของกระแสที่แบตเตอรี่น้อยเกินไป
แบตเตอรี่มีการคายประจุที่เร็วมาก(ผิดปกติ) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><img class="alignnone size-full wp-image-133" title="engine001[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2010/05/engine0011.jpg" alt="engine001[1]" width="400" height="300" /></h2>
<div id="postmessage_66921">ถ้า เราต้องการทราบว่าไฟที่จ่ายให้กับระบบเสียงของเรานั้นพอเพียงหรือไม่ สามา<span onclick="tagshow(event)">รถ</span>กระทำได้โดยการวัดจาก  VOM(Volt-Ohm-Meter)  โดยเริ่มวัดแบตเตอรี่ทั้งในขณะที่ติดเครื่องยนต์และไม่ติดเครื่องยนต์  แล้วอ่านค่าทั้งสองสภาวะนี้เก็บเอาไว้ จากนั้นจึงย้ายไปวัดที่ขั้ว B+  ตรงเพาเวอร์แอมป์ ก็จะได้ค่าแรงไฟมาตัวเลขหนึ่ง  เมื่อรวมกันแล้วความแตกต่างควรจะมีประมาณ ½ โวลท์ หรืออย่างมากก็ไม่ควรเกิน  1 โวลท์  กรณีนี้ถ้าคำนวณขนาดของสายไฟแรงดันถูกต้องความแตกต่างจะยิ่งน้อยกว่านี้  จากนั้นให้เปิดใช้ระบบเสียงในระดับความดังที่คิดว่า”ดังมากพอ”  แล้ววัดที่ขั้ว B+ ตรงเพาเวอร์แอมป์อีกครั้ง  ถ้าเข็มมิเตอร์เต้นตามจังหวะของเพลง, ไฟบนหน้าปัดวิทยุมีอาการกระพริบ  นั่นเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าไฟใ<span onclick="tagshow(event)">นร</span>ถมีอาการไม่พอเพียง</p>
<p><span onclick="tagshow(event)">แต่</span>ถ้าหากมีการลดลงของเข็ม วัดน้อยกว่า 1/10 โวลท์ ก็ถือเป็นปกติไม่ต้องพะวงมากนัก  ซึ่งไฟที่ลดลงนั้นอาจมีผลมาจาก</p>
<p>สายไฟแรงดันที่ขั้วบวก หรือขั้วลบที่ลงกราวน์  อาจมีขนาดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนของกระแสที่ไหลผ่าน</p>
<p>เกิดอิมพีแดนซ์อย่างรุนแรงในจุดต่อยึดบางจุดของสายไฟแรงดัน/หรือขั้วกราวน์  อาทิ ขั้วแบตเตอรี่เสื่อม, มีการต่อสายไฟแรงดันอย่างหลวมๆไม่บัดกรี,  ขันหัวขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่น,  ยึดหัวขั้วไฟกราวน์ไม่แน่น,  ไม่ขูดสีตัวถังให้สะอาด หรือกราวน์ไม่สมบูรณ์</p>
<p>ขนาดของแบตเตอรี่ไม่เพียงพอที่จะจ่ายกระแสไฟให้กับระบบเสียง  หรือมีความจะของกระแสที่แบตเตอรี่น้อยเกินไป</p>
<p>แบตเตอรี่มีการคายประจุที่เร็วมาก(ผิดปกติ)  หรือไม่ก็แผ่นแซลในแบตเตอรี่เกิดความเสียหาย(เปลี่ยนใหม่)แล้วเช็คด้วย VOM  อีกครั้ง</p>
<p>แบตเตอรี่มีขนาดพอเพียงกับการจ่ายกระแส  แต่ว่าตัว”ไดชาร์จ”ให้ขนาดกระแสขาออกน้อยเกินไป  หรือไม่สามารถจ่ายกระแสได้มาพอต่อการประจุแบตเตอรี่ให้เต็มได้  กรณีแบบนี้ค่าแรงดันที่วัดได้จากแบตเตอรี่จะต่ำกว่า 12 โวลท์  เมื่อทำการตรวจวัดในขณะดับเครื่องยนต์</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/132/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จัมพ์แบต เรื่องง่ายๆที่ทำ(ไม่)ยาก</title>
		<link>http://www.alai2u.com/80/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/80/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Nov 2009 05:24:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[จัมพ์แบต]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอร์รี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=80</guid>
		<description><![CDATA[จัมพ์แบต เรื่องง่ายๆที่ทำ(ไม่)ยาก
เวลาขับรถบนท้องถนน ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด แต่บ่อยครั้งก็มักเกิดปัญหาไม่คาดคิดโดยเฉพาะปัญหาแบตเตอรี่หมด ที่ทำให้ระบบเครื่องยนต์หยุดชะงัก และเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขเฉพาะหน้า ด้วยวิธีการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “จัมพ์แบตเตอรี่” เพื่อให้เกิดกำลังไฟเพียงพอที่จะทำให้ระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ทำงาน และสามารถเดินรถต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

ขั้นตอนที่ 2 ต่อหัวสายพ่วงสีแดงอีกด้านเข้ากับขั้วบวกแบตเตอรี่รถที่มีไฟ
นายประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการ บริษัท สยามยีเอส แบตเตอรี่ จำกัด และบริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “GS แบตเตอรี่” ให้คำแนะนำว่าปัญหาของแบตเตอรี่หมดระหว่างการขับรถบนท้องถนนอาจเกิดได้จาก หลายสาเหตุ ทั้งสายต่อไดชาร์จหลวม น้ำกลั่นหมด แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือกำลังไฟของแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอ การจัมพ์แบตเตอรี่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจะต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์เสริม และต่อสายพ่วงกับรถยนต์อีกคันหนึ่งในการชาร์จไฟ เพื่อให้ระบบได้ทำงาน หลังจากนั้นจึงนำรถยนต์ไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ และเช็คสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์จากช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง

ขั้นตอนที่ 3 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับขั้วลบแบตเตอรี่ที่มีไฟ
“การ จัมพ์แบตเตอรี่สามารถทำได้เอง แต่ต้องระมัดระวัง เพราะแบตเตอรี่ มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำกรดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวการกัดกร่อนพื้นผิว ซึ่งขณะที่แบตเตอรี่กำลังทำงานจะเกิดก๊าซไฮโดรเจนสะสมในตัวแบตเตอรี่ จึงควรระวังในเรื่องประกายไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างจัมพ์แบตเตอรี่ได้”
 **วิธีการ ‘จัมพ์แบตเตอรี่’**
เมื่อแบตเตอรี่หมดให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถและ ขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จัมพ์แบต เรื่องง่ายๆที่ทำ(ไม่)ยาก</strong></p>
<p><strong><div id="attachment_108" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><strong><img class="size-full wp-image-108 " title="1558[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2009/11/15581.jpeg" alt="จั้มแบตเตอรี่" width="400" height="266" /></strong><p class="wp-caption-text">จั้มแบตเตอร์รี่</p></div></strong>เวลาขับรถบนท้องถนน ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด แต่บ่อยครั้งก็มักเกิดปัญหาไม่คาดคิดโดยเฉพาะปัญหาแบตเตอรี่หมด ที่ทำให้ระบบเครื่องยนต์หยุดชะงัก และเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขเฉพาะหน้า ด้วยวิธีการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “จัมพ์แบตเตอรี่” เพื่อให้เกิดกำลังไฟเพียงพอที่จะทำให้ระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ทำงาน และสามารถเดินรถต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ<br />
<img onclick="zoom(this)" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008148002.JPEG" border="0" alt="" /></p>
<p>ขั้นตอนที่ 2 ต่อหัวสายพ่วงสีแดงอีกด้านเข้ากับขั้วบวกแบตเตอรี่รถที่มีไฟ<br />
นายประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการ บริษัท สยามยีเอส แบตเตอรี่ จำกัด และบริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “GS แบตเตอรี่” ให้คำแนะนำว่าปัญหาของแบตเตอรี่หมดระหว่างการขับรถบนท้องถนนอาจเกิดได้จาก หลายสาเหตุ ทั้งสายต่อไดชาร์จหลวม น้ำกลั่นหมด แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือกำลังไฟของแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอ การจัมพ์แบตเตอรี่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจะต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์เสริม และต่อสายพ่วงกับรถยนต์อีกคันหนึ่งในการชาร์จไฟ เพื่อให้ระบบได้ทำงาน หลังจากนั้นจึงนำ<span onclick="tagshow(event)">รถยนต์</span>ไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ และเช็คสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์จากช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง<br />
<img onclick="zoom(this)" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008148003.JPEG" border="0" alt="" /></p>
<p>ขั้นตอนที่ 3 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับขั้วลบแบตเตอรี่ที่มีไฟ<br />
“การ จัมพ์แบตเตอรี่สามารถทำได้เอง แต่ต้องระมัดระวัง เพราะแบตเตอรี่ มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำกรดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวการกัดกร่อนพื้นผิว ซึ่งขณะที่แบตเตอรี่กำลังทำงานจะเกิดก๊าซไฮโดรเจนสะสมในตัวแบตเตอรี่ จึงควรระวังในเรื่องประกายไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างจัมพ์แบตเตอรี่ได้”</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"> **วิธีการ ‘จัมพ์แบตเตอรี่’**</span></p>
<p>เมื่อแบตเตอรี่หมดให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถและ ขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก (+) ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด หลังจากนั้นนำหัวต่ออีกข้างต่อเข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีเขียวหรือสีดำซึ่งเป็นสายขั้วลบมาต่อกับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าสายพ่วงต่อแน่นหนา<br />
<img onclick="zoom(this)" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008148004.JPEG" border="0" alt="" /></p>
<p>ขั้นตอนที่ 4 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ<br />
ต่อ จากนั้นนำสายหัวต่อที่เหลือต่อเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องยนต์หรือตัว ถังรถยนต์ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด โดยควรต่อให้ห่างจากแบตเตอรี่มากที่สุด จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่มีไฟ ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อยเพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า หลังจากนั้น เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด จากนั้นเร่งเครื่องยนต์ประมาณ 1,500 &#8211; 2,000 รอบ/นาที เพื่อเช็คดูว่าประจุไฟเข้าหลังจากการชาร์จหรือไม่ ซึ่งถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับแสดงว่าการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สำเร็จ</p>
<p>จากนั้นถอดสายพ่วงสีเขียว หรือสายขั้วลบ (-) ออกจากตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่หมด และตามด้วยหัวต่อขั้วลบของแบตเตอรี่ที่มีไฟ จากนั้นจึงถอดสายสีแดงหรือสายขั้วบวก (+) จากรถคันที่แบตเตอรี่หมด และถอดหัวสายพ่วงจากแบตเตอรี่ที่มีไฟ ปิดฝาช่องเติมน้ำกลั่นให้ครบทุกช่องและควรสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือขับรถไปเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คเครื่องยนต์และเปลี่ยนแบตเตอรี่ ใหม่<br />
<img onclick="zoom(this)" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008148005.JPEG" border="0" alt="" /></p>
<p>ขั้นตอนที่ 5 สตาร์ทเครื่องยนต์เริ่มจากรถที่แบตเตอรี่มีไฟก่อน</p>
<p><strong> **ปลอดภัยเวลา “จัมพ์แบตเตอรี่”**</strong></p>
<p>- ไม่สตาร์ทเครื่องยนต์ระหว่างต่อสายพ่วงแบตเตอรี่<br />
- เวลาต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ อย่าสูบบุหรี่หรือทำสิ่งใดๆ และระวังอย่าให้สายพ่วงแบตเตอรี่สัมผัสกัน เพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟได้<br />
- ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ทั้งขั้วบวกและขั้วลบ โดยใช้น้ำร้อนราดที่ขั้วแบตเตอรี่ทั้ง 2 ขั้ว เพื่อขจัดคราบเกลือที่เกาะติดอยู่<br />
- ตรวจเช็คกำลังไฟของแบตเตอรี่ก่อน เพราะแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์ หรือ 24 โวตล์ ไม่สามารถนำมาพ่วงกับแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ได้ เพราะอาจทำให้แบตเตอรี่เกิดการระเบิดขึ้นได้<br />
- ตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่ก่อนทุกครั้ง โดยดูจากที่วัดของแบตเตอรี่ หรือใช้ที่วัดความถ่วงจำเพาะ(HYDROMETER) บริเวณด้านข้างของแบตเตอรี่ ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆ เช่น สีเขียว = ประจุไฟฟ้าเต็ม สีน้ำตาลหรือสีดำ = ประจุไฟหมด สีเหลือง=แบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/80/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คืนสู่ยุคเทอร์โบ</title>
		<link>http://www.alai2u.com/58/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9a.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/58/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9a.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Nov 2009 18:18:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[เทอร์โบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=58</guid>
		<description><![CDATA[



คืนสู่ยุคเทอร์โบ









ก็ เป็นที่ทราบกันแล้วว่าอุปกรณ์ที่สามารถจะเพิ่มพลังและประสิทธิภาพให้กับ เครื่องยนต์ชนิดลูกสูบมีอยู่2ชนิดเท่านั้นก็คือระบบเทอร์โบ ชาร์จ กับระบบซูเปอร์ชาร์จ ซึ่งต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันออกไป ความแตกต่างที่ไม่ห่างจากกันนัก ก็เลยเป็นเรื่องท้าทายทาง วิศวกรรมกันมาโดยตลอด เป็นเวลากว่า 50 ปี ซึ่งอันที่จริงระบบอัดอากาศชนิดเทอร์โบชาร์จ ก็ได้มีการจดสิทธิบัตรกันไว้ ตั้งร่วมร้อยปี มาแล้ว แต่ก็ยังหาวัสดุที่เหมาะสม และมีความคงทนต่อการใช้งานยังไม่ได้ จนกาลเวลาผ่านไปร่วม ๆ 30 ปี เห็นจะได้ จึงสามารถพบวัสดุ ที่คงทนมาใช้ แต่รายละเอียดทางด้านทางเทคนิคก็ยังมีไม่มาก แม้กระทั่งวิธีการผลิต จึงทำให้มีต้นทุนสูงและมีอายุใช้งานไม่นาน ด้วย เหตุผลหลายประการ ก็เลยมีแต่ซูเปอร์ชาร์จ เท่านั้น ที่ครองตลาดในยุคก่อน









 ระบบซูเปอร์ชาร์จ ก็คือการอัดอากาศโดยวิธีกลไก เอาอากาศเข้ามาแล้วบีบให้ลดปริมาตรลง คล้าย ๆ กับพวกปั๊มลมที่เราคุ้นเคย พวกนี้ ภาษาต่างชาติ ว่าเป็นระบบอัดอากาศชนิดคงตัว คือสามารถคิดคำนวณอากาศต่อจำนวนรอบของเครื่องอัดได้อย่างแน่นอน การเพิ่มแรงอัด หรือการเพิ่มบูสต์ สามารถทำได้โดยง่าย โดยการปรับรอบของซูเปอร์ชาร์จให้เร็วขึ้น โดยการเพิ่มอัตราทด ซึ่งโดยมากจะเป็นระบบขับ เคลื่อนด้วยสายพานอยู่แล้ว การปรับความเร็วก็ปรับที่พูลเลย์ให้เล็กลงที่ซูเปอร์ชาร์จ ก็จะได้บูสต์ที่เพิ่มขึ้นทันที








 ข้อดีของซูเปอร์ชาร์จก็คือ สามารถมีการอัดอากาศได้ในทันที ในค่อนข้างทุก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="580" bgcolor="#ffffff">
<tbody>
<tr>
<td align="center">
<h1 style="margin: 0pt; font-size: 16px;">คืนสู่ยุคเทอร์โบ</h1>
</td>
</tr>
<tr>
<td align="center"><div id="attachment_111" class="wp-caption alignnone" style="width: 410px"><img class="size-full wp-image-111" title="1380[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2009/11/13801.jpg" alt="เทอร์โบ" width="400" height="270" /><p class="wp-caption-text">เทอร์โบ</p></div></td>
</tr>
<tr>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;">ก็ เป็นที่ทราบกันแล้วว่าอุปกรณ์ที่สามารถจะเพิ่มพลังและประสิทธิภาพให้กับ เครื่องยนต์ชนิดลูกสูบมีอยู่2ชนิดเท่านั้นก็คือระบบเทอร์โบ ชาร์จ กับระบบซูเปอร์ชาร์จ ซึ่งต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันออกไป ความแตกต่างที่ไม่ห่างจากกันนัก ก็เลยเป็นเรื่องท้าทายทาง วิศวกรรมกันมาโดยตลอด เป็นเวลากว่า 50 ปี ซึ่งอันที่จริงระบบอัดอากาศชนิดเทอร์โบชาร์จ ก็ได้มีการจดสิทธิบัตรกันไว้ ตั้งร่วมร้อยปี มาแล้ว แต่ก็ยังหาวัสดุที่เหมาะสม และมีความคงทนต่อการใช้งานยังไม่ได้ จนกาลเวลาผ่านไปร่วม ๆ 30 ปี เห็นจะได้ จึงสามารถพบวัสดุ ที่คงทนมาใช้ แต่รายละเอียดทางด้านทางเทคนิคก็ยังมีไม่มาก แม้กระทั่งวิธีการผลิต จึงทำให้มีต้นทุนสูงและมีอายุใช้งานไม่นาน ด้วย เหตุผลหลายประการ ก็เลยมีแต่ซูเปอร์ชาร์จ เท่านั้น ที่ครองตลาดในยุคก่อน</span></p>
<p><span style="font-size: x-small;"><span id="more-58"></span><br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-size: x-small;"><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/2.jpg" alt="" width="500" height="300" /></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ระบบซูเปอร์ชาร์จ ก็คือการอัดอากาศโดยวิธีกลไก เอาอากาศเข้ามาแล้วบีบให้ลดปริมาตรลง คล้าย ๆ กับพวกปั๊มลมที่เราคุ้นเคย พวกนี้ ภาษาต่างชาติ ว่าเป็นระบบอัดอากาศชนิดคงตัว คือสามารถคิดคำนวณอากาศต่อจำนวนรอบของเครื่องอัดได้อย่างแน่นอน การเพิ่มแรงอัด หรือการเพิ่มบูสต์ สามารถทำได้โดยง่าย โดยการปรับรอบของซูเปอร์ชาร์จให้เร็วขึ้น โดยการเพิ่มอัตราทด ซึ่งโดยมากจะเป็นระบบขับ เคลื่อนด้วยสายพานอยู่แล้ว การปรับความเร็วก็ปรับที่พูลเลย์ให้เล็กลงที่ซูเปอร์ชาร์จ ก็จะได้บูสต์ที่เพิ่มขึ้นทันที<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/7.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ข้อดีของซูเปอร์ชาร์จก็คือ สามารถมีการอัดอากาศได้ในทันที ในค่อนข้างทุก ๆ ความเร็วของเครื่องยนต์ การตอบสนองดีกว่าเทอร์โบ อยู่มาก แต่ในความดี มันก็มีความไม่ดี เพราะซูเปอร์ชาร์จ ต้องใช้จากขับเคลื่อน จากเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องรถยนต์ จึงมีการสูญเสียพลัง งานในการขับเคลื่อนไปพอสมควร อีกทั้งยังมีการสึกหรอค่อนข้างมาก เพราะตัวปั๊มจะต้องทำงานได้โดยปราศจาก น้ำมันหล่อลื่น อีกทั้ง ระยะห่างระหว่างผนังและตัวโรเตอร์ ต้องมีให้น้อยที่สุด เพื่อการสูญเสียแรงอัดให้น้อย ดีที่สุดคือ ไม่มีระยะห่างเลย เช่น ในตัวเครื่องยนต์ ที่มีลูกสูบในกระบอกสูบชิดติดกัน แถมยังมีแหวนลูกสูบเป็นตัวช่วยกันอากาศรั่วลงมาตามข้าง ๆ ลูกสูบ แต่ระเบบนี้ต้องการน้ำมันหล่อลื่น เป็นตัวลดแรงเสียดทาน ซึ่งในซูเปอร์ชาร์จจะไม่สามารถมีระบบหล่อลื่นเข้ามาช่วย จึงไม่สามารถสร้างให้ชิดติดผนัง ต้องอาศัยลูกปืนหัว ท้าย บังคับตัวโรเตอร์ไว้ ส่วนการหมุนของโรเตอร์ ก็ต้องถูกบังคับด้วยเฟืองที่บังคับการหมุนร่วมกัน เฟืองที่ว่ามันจะอยู่ภายนอกเสื้อของ ห้องอัดอากาศ และมีห้องเกียร์ต่างหากออกไป และในห้องเกียร์นี้จำเป็นต้องมีการหล่อลื่นด้วยน้ำมัน ระหว่างห้องทั้งสองก็จะต้องมีซีลกัน ไว้ กันไม่ให้น้ำมันรั่วเข้าไปในห้องอัดอากาศ แต่เนื่องจากโรเตอร์ของซูเปอร์ชาร์จ มีความเร็วรอบค่อนข้างสูง คืออยู่ในระดับถึงหมื่นกว่า รอบต่อนาที อีกทั้งยังมีน้ำหนักตัวเองค่อนข้างมาก ทำให้อายุใช้งานสั้นกว่าเครื่องยนต์อยู่มาก เช่น อายุขัยของเครื่องยนต์เวลานี้ อาจใช้งาน ได้ถึง 5 แสนกิโลเมตร แต่พวกซูเปอร์ชาร์จก็จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 1 แสนกิโลเมตรเท่านั้น<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/1.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> เนื่องจากการทำงานของซูเปอร์ ชาร์จ สามารถตื่นตัวได้เร็ว ทางกลุ่มวิศวกรของเบนซ์ ก็เลยมีแนวความคิดที่จะยืดอายุการใช้งานของ ซูเปอร์ชาร์จออกไป โดยการออกแบบให้มีการทำงานเฉพาะเวลาที่ต้องการเท่านั้น คือในระหว่างใช้ความเร็วปกติ หรือไม่ได้มีการเร่ง เครื่องยนต์อย่างรุนแรง ก็จะตัดการทำงานของซูเปอร์ชาร์จไว้ โดยใช้ระบบคลัตช์ไฟฟ้าควบคุม เป็นลักษณะเช่นเดียวกับแอร์คอมเพรส เซอร์ ฟังดูแล้วเหมือนจะดี และแก้ปัญหาอายุขัยของซูเปอร์ชาร์จไปได้ เพราะโดยความจริง การเร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรง เป็นช่วงเวลา ส่วนน้อยของการใช้งานเท่านั้น แต่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นมา ก็คือการให้ซูเปอร์ชาร์จกลับมาทำงาน เพราะในช่วงที่ใช้ความเร็วสูงอยู่แล้ว และต้องการอัตราเร่งเพิ่ม การเอาซูเปอร์ชาร์จที่หยุดหมุนอยู่กลับเข้ามา จึงเป็นปัญหาใหญ่มาก ของที่หยุดอยู่จะต้องกลับมาหมุนที่หมื่น กว่ารอบในทันที ต้องกระชากกันขนาดหนักเลยทีเดียว จะเปรียบก็เหมือนกับการลากรถด้วยเชือก คือปล่อยให้เชือกหย่อนมาก แล้วรถคัน หน้าก็ออกตัวเร็ว ผลก็คือเชือกขาด อาการในส่วนนี้กลับเป็นตัวทำลาย ทำให้เกิดการชำรุดแบบเฉียบพลัน</span></p>
<p>กลุ่มวิศวกรก็พยายามปรับปรุงในส่วนนี้อยู่เป็นปี แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะปัญหาเหล่านี้ไปได้ ในที่สุดก็จำยอมให้มันหมุนไปกับ เครื่องยนต์ตลอดเวลา เพียงแต่แก้ไขทิศทางลมที่จะป้อนเข้าซูเปอร์ชาร์จ คือเวลาใช้งานตามปกติก็ไม่ให้ลมผ่านเข้าไป คือบายพาสเข้า เครื่องโดยตรง วิธีนี้เป็นการลดแรงกระแทกจากการปั๊มลมไปได้ส่วนใหญ่ แต่อายุการใช้งานก็จะไม่ได้ดีขึ้นมากนัก</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/3.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> จากการเพียรพยายามแก้ไขปัญหา อยู่หลายปี ในที่สุดก็ยอมแพ้ต่อความเป็นจริง กลุ่มของ MB น่าจะเรียกว่าเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ยอมถอย หลังออกมาจากการใช้ระบบซูเปอร์ชาร์จ ซึ่งต่างจากกลุ่มวิศวกรของญี่ปุ่น พวกนี้ตื่นตัวเร็ว พอใครเขาทำอะไรกัน ญี่ปุ่นก็ทำบ้าง แต่ถ้าเห็น ท่าจะไปไม่รอด พวกนี้จะเปลี่ยนแผนในทันที และเลิกล้มโครงการไปเสียง เช่น ระบบซูเปอร์ชาร์จของโตโยต้า ที่ออกสู่ตลาดอยู่พักหนึ่ง และก็เลิกผลิตไปหลาย ๆ ปีมาก่อนแล้ว ยังจะเหลือให้เห็นก็คือ โดนวิศวกรชาวไทย นำเอาซูเปอร์ชาร์จไปทำเครื่องปั๊มลมส่งกุ้งส่งปลากัน ดังจะเห็นอยู่เสมอ ๆ ที่ติดตั้งอยู่บนรถปิกอัพ การใช้งานของซูเปอร์ชาร์จเกิดความเหมาะสมลงตัว เช่น ปั๊มลมที่ให้อากาศได้จำนวนมาก อีกทั้งยังปราศจากไอน้ำมัน เพราะซูเปอร์ชาร์จคือปั๊มลมที่ไม่ต้องใช้การหล่อลื่นในการอัดอากาศ<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/6.jpg" alt="" width="500" height="465" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> หลังจากสิ้นสุดความพยายามของ วิศวกรเบนซ์ ที่จะใช้ซูเปอร์ชาร์จต่อไป เครื่องยนต์ที่ได้พัฒนาไว้สำหรับซูเปอร์ชาร์จก็ยังมีอยู่ เครื่อง ยนต์ชนิดนี้จะมีขนาดความจุเรียกว่ามาตรฐาน จะเป็นรุ่น 180, 200, 230 มันจะเป็นเครื่องยนต์ที่มีความจุเท่ากัน คือไม่ต้องไปพัฒนา เครื่องยนต์ขึ้นมาหลาย ๆ แบบ เพราะจะต้องลงทุนมาก สู่มาเล่นวิธีนี้จะดีกว่า เพียงแค่ปรับปรุงวัสดุภายในให้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แล้วก็เพิ่ม บูสต์เข้าไป มันก็ได้แรงม้าที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว กลายเป็นรถที่มีพลังมากขึ้น และราคาก็แพงขึ้นได้ ซึ่งวิธีการนี้มีใช้กันอยู่หลาย ๆ ยี่ห้อ เช่น กลุ่ม วอลโว่ และซาบ คือเอาเครื่องยนต์ที่มีอยู่มาปรับปรุง ใส่เทอร์โบเข้าไป แค่นี้ก็ได้เครื่องยนต์ที่มีพลังแตกต่างออกไปแล้ว ไม่ต้องไปออกแบบ กันใหม่ ทั้งเครื่องยนต์ ทั้งเกียร์ ซึ่งในทุกวันนี้ จะมีค่าใช้จ่ายเป็นพันเป็นหมื่นล้าน ในการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ขึ้นมาสักเครื่องหนึ่ง<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/4.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> เครื่องยนต์ของเบนซ์ในรุ่น ใหม่ ที่เคยเป็นซูเปอร์ชาร์จ ก็จะมาเป็นการใช้เทอร์โบชาร์จแทน แต่ก็ยังไว้ลายอยู่อย่าง ก็คือพยายามจะไม่ เดินตามรอยของคนอื่น ๆ เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ๆ ก็ยังอุตส่าห์ใส่เทอร์โบเข้าไปถึงสองตัว ตรงนี้ความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเทอร์โบ ตัวเดียว มันแทบไม่รู้สึก แต่ความยุ่งยากในการทำและโอกาสที่มันจะชำรุด ย่อมมีเป็น 2 เท่า ของเทอร์โบตัวเดียว ก็คงต้องดูไป เพราะกาล เวลาเท่านั้น จะเป็นเครื่องพิสูจน์ผลงานของกลุ่มวิศวกรเหล่านี้ ขอเพียงแต่ว่า เราอย่าไปเป็นหนูทดลองอย่างง่าย ๆ ก็แล้วกัน</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/58/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9a.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้จัก รู้ใช้ ถุงลมนิรภัย</title>
		<link>http://www.alai2u.com/56/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/56/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 09:10:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ถุงลมนิรภัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=56</guid>
		<description><![CDATA[รู้จัก รู้ใช้ ถุงลมนิรภัย ใคร ที่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสามารถของถุงลมนิรภ ัยนับว่าโชคดีนักล่ะ เพราะหากได้ใช้เมื่อไหร่นั้นหมายความว่า นำมาซึ่งอุบัติเหตุ จึงมาทำความรู้จักพร้อมประสิทธิภาพในหลายจุดและหลายร ูปแบบที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อน  การทำงานของระบบถุงลมนิรภัยจะคล้ายๆ กัน คือจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการชน และส่งสัญญาณไปยังกล่องควบคุมเพื่อสั่งให้ถุงลมพองตั วอย่างรวดเร็ว หากมีการชนอย่างรุนแรง ที่สำคัญคือต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเพราะจะช่วยรั้งให้เ ราอยู่กับเบาะหากเกิดการชน ทั้งลดการบาดเจ็บได้อย่างมาก สมัยนี้ถุงลมนิรภัยมีอยู่ในหลายจุดหลายรูปแบบ ซึ่งผู้ใช้รถเองอาจไม่ทราบเลยว่ามีถุงลมแบบนี้อยู่ใน รถด้วย  ถุงลมด้านหน้า (Front Airbog) หากมีการชนอย่างรุนแรงเซ็นเซอร์จะจับได้ว่ามีแรงปะทะ เกินค่าที่กำหนดถุงลมจะพองตัวภายในเวลา 0.015-0.030 วินาที ในการชนด้านหน้า เข็มขัดนิรภัยจะดึงร่างกายส่วนล่างและส่วนบน ส่วนถุงลมจะช่วยรองรับหน้าอกและศีรษะ  ถุงลมด้านข้าง (Side Airbog) จะมีเซ็นเซอร์ลักษณะเดียวกับด้านหน้า การติดตั้งอาจมีอยู่ที่แผงประตูหรือที่ตัวเบาะนั่งก็ ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต  ม่านถุงลม (Curtain Airbog) หากเกิดการชนด้านข้างในระดับปานกลางถึงรุนแรง ถุงลมแบบม่านจะพองตัวลงมา พร้อมการดึงกลับของเข็มขัดนิรภัย  ถุงลมป้องกันเข่าและขา (Knee Airbog) จะซ่อนอยู่ใต้คอนโซลด้านผู้ขับขี่ บริเวณหัวเข่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_113" class="wp-caption alignnone" style="width: 460px"><img class="size-full wp-image-113" title="2_3[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2009/08/2_31.jpg" alt="ถุงลมนิรภัย" width="450" height="291" /><p class="wp-caption-text">ถุงลมนิรภัย</p></div>
<p>รู้จัก รู้ใช้ ถุงลมนิรภัย ใคร ที่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสามารถของถุงลมนิรภ ัยนับว่าโชคดีนักล่ะ เพราะหากได้ใช้เมื่อไหร่นั้นหมายความว่า นำมาซึ่งอุบัติเหตุ จึงมาทำความรู้จักพร้อมประสิทธิภาพในหลายจุดและหลายร ูปแบบที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อน  การทำงานของระบบถุงลมนิรภัยจะคล้ายๆ กัน คือจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการชน และส่งสัญญาณไปยังกล่องควบคุมเพื่อสั่งให้ถุงลมพองตั วอย่างรวดเร็ว หากมีการชนอย่างรุนแรง ที่สำคัญคือต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเพราะจะช่วยรั้งให้เ ราอยู่กับเบาะหากเกิดการชน ทั้งลดการบาดเจ็บได้อย่างมาก สมัยนี้ถุงลมนิรภัยมีอยู่ในหลายจุดหลายรูปแบบ ซึ่งผู้ใช้รถเองอาจไม่ทราบเลยว่ามีถุงลมแบบนี้อยู่ใน รถด้วย  ถุงลมด้านหน้า (Front Airbog) หากมีการชนอย่างรุนแรงเซ็นเซอร์จะจับได้ว่ามีแรงปะทะ เกินค่าที่กำหนดถุงลมจะพองตัวภายในเวลา 0.015-0.030 วินาที ในการชนด้านหน้า เข็มขัดนิรภัยจะดึงร่างกายส่วนล่างและส่วนบน ส่วนถุงลมจะช่วยรองรับหน้าอกและศีรษะ  ถุงลมด้านข้าง (Side Airbog) จะมีเซ็นเซอร์ลักษณะเดียวกับด้านหน้า การติดตั้งอาจมีอยู่ที่แผงประตูหรือที่ตัวเบาะนั่งก็ ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต  ม่านถุงลม (Curtain Airbog) หากเกิดการชนด้านข้างในระดับปานกลางถึงรุนแรง ถุงลมแบบม่านจะพองตัวลงมา พร้อมการดึงกลับของเข็มขัดนิรภัย  ถุงลมป้องกันเข่าและขา (Knee Airbog) จะซ่อนอยู่ใต้คอนโซลด้านผู้ขับขี่ บริเวณหัวเข่า ใช้ตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงกระแทกเดียวกับถุงลมนิรภัย ด้านหน้า ถุงลมประเภทนี้จะช่วยป้องกันขา หัวเข่า เข้าชนคอนโซล ด้านล่างใต้พวงมาลัย รวมทั้งสะโพกและต้นเข่า  ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbog) ถุงลมชนิดนี้จะช่วยดูดซับแรงที่เท้าจะไปกระแทกกับพื้ นและผนังกั้นระหว่างห้องโดยสารและห้องเครื่อง โดยใช้เซ็นเซอร์เดียวกับถุงลมนิรภัยด้านหน้า (ยังไม่ใช้กันนัก)  ที่สำคัญต้องไม่ประมาท เพราะถุงลมนิรภัยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุเท่านั้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/56/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความหมายของสีทะเบียนรถ</title>
		<link>http://www.alai2u.com/52/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/52/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 07:42:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเบียนรถ]]></category>
		<category><![CDATA[สี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=52</guid>
		<description><![CDATA[1. รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์รับจ้างสามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง และรถจักรยานยนต์รับจ้าง
รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด ได้แก่ รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน ที่ใช้รับจ้างระหว่างจังหวัด โดยรับส่งคนโดยสารได้เฉพาะที่นายทะเบียนกำหนด
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีเหลืองสะท้อนแสง
- ตัวอักษร หมายเลขทะเบียน และขอบแผ่นป้ายเป็น
สีแดง สำหรับรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด
สีดำ สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน และรถจักรยานยนต์
สีเขียว สำหรับรถยนต์รับจ้างสามล้อ
สีน้ำเงิน สำหรับรถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง
 2. รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร รถยนต์บริการให้เช่า
รถยนต์บริการธุรกิจ เช่น รถที่ใช้ขนคนในสนามบิน ท่าเรือ สถานีขนส่ง หรือสถานีรถไฟ และรถโรงแรม
รถยนต์บริการทัศนาจร เช่น รถนำเที่ยวของบริษัททัวร์ โดยรถพวกนี้
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีเขียวสะท้อนแสง
- ตัวอักษร หมายเลขทะเบียน และขอบแผ่นป้ายเป็นสีขาว
3. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์
พวกรถส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเก๋ง รถตู้ รถกระบะ มอไซค์ รถ MPV หรือรถ SUV โดย
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีขาวสะท้อนแสง
- [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><div id="attachment_117" class="wp-caption alignnone" style="width: 139px"><img class="size-full wp-image-117" title="images[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2009/08/images1.jpg" alt="ทะเบียนรถ" width="129" height="59" /><p class="wp-caption-text">ทะเบียนรถ</p></div>1. รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์รับจ้างสามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง และรถจักรยานยนต์รับจ้าง<br />
รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด ได้แก่ รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน ที่ใช้รับจ้างระหว่างจังหวัด โดยรับส่งคนโดยสารได้เฉพาะที่นายทะเบียนกำหนด<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีเหลืองสะท้อนแสง<br />
- ตัวอักษร หมายเลขทะเบียน และขอบแผ่นป้ายเป็น<br />
สีแดง สำหรับรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด<br />
สีดำ สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน และรถจักรยานยนต์<br />
สีเขียว สำหรับรถยนต์รับจ้างสามล้อ<br />
สีน้ำเงิน สำหรับรถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง<br />
<span id="more-52"></span> 2. รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร รถยนต์บริการให้เช่า<br />
รถยนต์บริการธุรกิจ เช่น รถที่ใช้ขนคนในสนามบิน ท่าเรือ สถานีขนส่ง หรือสถานีรถไฟ และรถโรงแรม<br />
รถยนต์บริการทัศนาจร เช่น รถนำเที่ยวของบริษัททัวร์ โดยรถพวกนี้<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีเขียวสะท้อนแสง<br />
- ตัวอักษร หมายเลขทะเบียน และขอบแผ่นป้ายเป็นสีขาว<br />
3. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์<br />
พวกรถส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเก๋ง รถตู้ รถกระบะ มอไซค์ รถ MPV หรือรถ SUV โดย<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีขาวสะท้อนแสง<br />
- ตัวอักษร หมายเลขทะเบียน และขอบแผ่นป้ายเป็น<br />
สีดำ สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน และรถจักรยานยนต์<br />
สีน้ำเงิน สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน<br />
สีเขียว สำหรับรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล<br />
สีแดง สำหรับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล<br />
หมายเหตุ จะมีแผ่นป้ายทะเบียนชนิดพิเศษ พวกเลขสวย โดยจะเป็นป้ายที่ออกให้ประมูล ซึ่งจะมีสีของพื้นแผ่นป้ายทะเบียน หมายเลขทะเบียน และตัวอักษรต่างไปจากแผ่นป้ายทะเบียนปกติ และแต่ละจังหวัด สีของพื้นแผ่นป้ายทะเบียนก็จะไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก (ยกเว้นรถสามล้อส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ ไม่มีป้ายพิเศษนี้)<br />
4. รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ และรถใช้งานเกษตรกรรม<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีส้มสะท้อนแสง<br />
- ตัวอักษร หมายเลข และขอบป้ายเป็นสีดำ<br />
5. รถยนต์ของบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูต และรถจักรยานยนต์ของคณะผู้แทนทางการทูต<br />
พวกรถทูต ลักษณะป้ายจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ท ตามด้วยรหัสประเทศ ขีด แล้วก็เลขทะเบียน ตัวอย่างเช่น รถทูตญี่ปุ่นก็จะเป็น ท44 &#8211; 9999<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีขาว (สังเกตว่าไม่มีคำว่า สะท้อนแสง)<br />
- ตัวอักษร ตัวเลข และขีดเป็นสีดำ<br />
6. รถยนต์ของบุคคลในหน่วยงานพิเศษของสถานทูต ในคณะผู้แทนทางกงสุล ในองค์การระหว่างประเทศ หรือทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประจำอยู่ในประเทศไทย และรถจักรยานยนต์ของบุคคลข้างต้น<br />
ลักษณะป้ายก็เหมือนรถทูต แต่ต่างกันตรงที่ รถในหน่วยงานพิเศษของสถานทูตจะใช้ตัวอักษร พ ส่วนรถกงสุลจะใช้ตัวอักษร ก ส่วนรถของสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ในไทย จะใช้ตัวอักษร อ และ<br />
- พื้นแผ่นป้ายเป็นสีฟ้า (สังเกตว่าไม่มีคำว่า สะท้อนแสง)<br />
- ตัวอักษร ตัวเลข และขีดเป็นสีขาว<br />
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ ขนาด และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ พ.ศ. 2547.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/52/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การดูแลรักษาระบบเบรก</title>
		<link>http://www.alai2u.com/50/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/50/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 07:38:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลรักษาระบบเบรก]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลรักษาเบรก]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบเบรก]]></category>
		<category><![CDATA[เบรก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[หลัก ใหญ่ที่จะทำให้เบรกมีประสิทธิภาพคือน้ำมันเบรกเป็นส่วนสำคัญนับจากชิ้นส่วน อื่นๆที่ใช้ร่วมกัน ในระบบเบรกระดับของน้ำมันเบรกจะมีส่วนคล้าย กับระบบของน้ำมันเครื่อง คือต้องพยายามคอยดูแลไม่ให้ลดลงกว่าระดับมาตรฐานที่วางไว้ ต้องคอยเช็กอยู่เสมอ
น้ำมันเบรกนี้จะมีขายอยู่ตามปั้มน้ำมันทั่วไป คุณภาพในแต่ละยีห้อนั้นใกล้ เคียงกัน อยู่ที่ว่าต้องการยี่ห้อไหนหรืออาจใช้ตามมาตรฐานของคู่มือรถที่ให้มา ก็ได้ นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด
การตรวจสอบและเติมน้ำมันเบรก
น้ำมันเบรกเป็นส่วนประกอบสำคัญอันหนึ่งในการเบรก ฉะนั้นจึงควรตรวจ สอบให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ หากปล่อยให้น้ำมันเบรกแห้งหรือรั่วไหลออกไป จนหมดหรือ เหลือน้อยการเบรกอาจไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
ขั้นตอนการเติมน้ำมันเบรก
1. เปิดฝากระโปรงรถยนต์
2. ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณชิดกับตัวถังรถในส่วนที่ติดกับกระจก ให้เช็กระดับของ น้ำมันเบรกในถ้วยว่าอยู่ในระดับไหน ถ้าระดับน้ำมันเบรกอยู่ MAX ไม่ต้องเติมน้ำมันเบรก MIN ต้องเติมน้ำมันเบรกให้ถึงเส้น MAX
ห้ามเติมน้ำมันเบรกเกินระดับ MAX เพราะจะทำให้น้ำมันเบรกกระฉอกเวลารถวิ่ง ซึ่งน้ำ มันเบรกจะทำปฏิกิริยากับสีรถหรือบริเวณใกล้เคียงให้เสียหายได้
 3. ก่อนเปิดฝาน้ำมันเบรกให้เช็ดทำความสะอาดบริเวณฝาปิด-เปิด ให้สะอาดเพื่อป้องกันเม็ดทรายหรือละอองต่างๆตกลงไป ซึ่งอาจทำใหระบบเบรกเสียหายได้
4. เติมน้ำมันเบรกลงไปในถ้วยตามระดับในข้อที่ 2
5. ปิดฝาให้เรียบร้อย อย่าลืมก่อนปิดฝาต้องทำความสะอาดบริเวณฝาปิดถ้วยน้ำมันเบรกด้วย
มีรถยนต์รุ่นเก่าบางรุ่น ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณหัวเก๋งด้านคนขับก็ใช้วิธีการเติม แบบเดียวกัน
การดูแลรักษาระดับน้ำมันเบรกและเติมน้ำมันเบรกให้ดูทุกๆ 3 วัน อย่าทิ้งให้นาน เพราะปริมาณน้ำมันเบรกจะลดลงในการใช้งานทุกครั้งจึงต้องหมั่นดูแล
ข้อควรระวัง น้ำมันเบรกสามารถทำปฏิกิริยากับสีรถได้ ฉะนั้นเมื่อทำหกหรือหยดลงบริเวณตัวถังรถรีบเช็ดให้แห้งทันที อย่าปล่อยไว้เพราะจะทำให้สีถลอก ได้ และห้ามวางขวดน้ำมันเบรกบนฝากระโปรงรถอย่างเด็ดขาด
น้ำมันเบรกควรจะมีการเช็กถึงคุณสมบัติ เมื่อรถยนต์วิ่งได้ประมาณ 10,000 กิโลเมตร และเช็กทุก 10,000 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_119" class="wp-caption alignnone" style="width: 510px"><img class="size-full wp-image-119" title="1[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2009/08/11.jpg" alt="ระบบเบรก" width="500" height="435" /><p class="wp-caption-text">ระบบเบรก</p></div>
<div id="postmessage_67591">หลัก ใหญ่ที่จะทำให้เบรกมีประสิทธิภาพคือน้ำมันเบรกเป็นส่วนสำคัญนับจากชิ้นส่วน อื่นๆที่ใช้ร่วมกัน ในระบบเบรกระดับของน้ำมันเบรกจะมีส่วนคล้าย กับระบบของน้ำมันเครื่อง คือต้องพยายามคอยดูแลไม่ให้ลดลงกว่าระดับมาตรฐานที่วางไว้ ต้องคอยเช็กอยู่เสมอ<br />
น้ำมันเบรกนี้จะมีขายอยู่ตามปั้มน้ำมันทั่วไป คุณภาพในแต่ละยีห้อนั้นใกล้ เคียงกัน อยู่ที่ว่าต้องการยี่ห้อไหนหรืออาจใช้ตามมาตรฐานของคู่มือรถที่ให้มา ก็ได้ นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด<br />
การตรวจสอบและเติมน้ำมันเบรก<br />
น้ำมันเบรกเป็นส่วนประกอบสำคัญอันหนึ่งในการเบรก ฉะนั้นจึงควรตรวจ สอบให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ หากปล่อยให้น้ำมันเบรกแห้งหรือรั่วไหลออกไป จนหมดหรือ เหลือน้อยการเบรกอาจไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดอุบัติเหตุได้<br />
ขั้นตอนการเติมน้ำมันเบรก<br />
1. เปิดฝากระโปรงรถยนต์<br />
2. ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณชิดกับตัวถังรถในส่วนที่ติดกับกระจก ให้เช็กระดับของ น้ำมันเบรกในถ้วยว่าอยู่ในระดับไหน ถ้าระดับน้ำมันเบรกอยู่ MAX ไม่ต้องเติมน้ำมันเบรก MIN ต้องเติมน้ำมันเบรกให้ถึงเส้น MAX<br />
ห้ามเติมน้ำมันเบรกเกินระดับ MAX เพราะจะทำให้น้ำมันเบรกกระฉอกเวลารถวิ่ง ซึ่งน้ำ มันเบรกจะทำปฏิกิริยากับสีรถหรือบริเวณใกล้เคียงให้เสียหายได้</div>
<div><span id="more-50"></span> 3. ก่อนเปิดฝาน้ำมันเบรกให้<span onclick="tagshow(event)">เช็ด</span>ทำความสะอาดบริเวณฝาปิด-เปิด ให้สะอาดเพื่อป้องกันเม็ดทรายหรือละอองต่างๆตกลงไป ซึ่งอาจทำใหระบบเบรกเสียหายได้<br />
4. เติมน้ำมันเบรกลงไปในถ้วยตามระดับในข้อที่ 2<br />
5. ปิดฝาให้เรียบร้อย อย่าลืมก่อนปิดฝาต้องทำความสะอาดบริเวณฝาปิดถ้วยน้ำมันเบรกด้วย<br />
มีรถยนต์รุ่นเก่าบางรุ่น ถ้วยน้ำมันเบรกจะติดอยู่บริเวณหัวเก๋งด้านคนขับก็ใช้วิธีการเติม แบบเดียวกัน<br />
การดูแลรักษาระดับน้ำมันเบรกและเติมน้ำมันเบรกให้ดูทุกๆ 3 วัน อย่าทิ้งให้นาน เพราะปริมาณน้ำมันเบรกจะลดลงในการใช้งานทุกครั้งจึงต้องหมั่นดูแล<br />
ข้อควรระวัง น้ำมันเบรกสามารถทำปฏิกิริยากับสีรถได้ ฉะนั้นเมื่อทำหกหรือหยดลงบริเวณตัวถังรถรีบเช็ดให้แห้งทันที อย่าปล่อยไว้เพราะจะทำให้สีถลอก ได้ และห้ามวางขวดน้ำมันเบรกบนฝากระโปรงรถอย่างเด็ดขาด<br />
น้ำมันเบรกควรจะมีการเช็กถึงคุณสมบัติ เมื่อรถยนต์วิ่งได้ประมาณ 10,000 กิโลเมตร และเช็กทุก 10,000 กิโลเมตร จนถึง 40,000 กิโลเมตร จึงถ่าย น้ำมันเบรกเก่าออกแล้วเติมน้ำมันเบรกใหม่ลงไปแทนที่<br />
สำหรับในส่วนของผ้าเบรก จากเบรกนั้น ยกให้เป็นหน้าที่ของช่างตรวจสภาพเมื่อครบตามเวลาหรือระยะทางที่กำหนดมาให้ใน คู่มือรถยนต์ เพราะเป็นส่วน ที่ไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง<br />
เบรกมือคือเบรกที่ใช้ช่วงรถจอดสนิทหรือขณะที่รถขึ้นสะพานแล้วรถติดหรือทาง ลาดชันและรถติดอีกเช่นกัน ระบบเบรกมือนี้จะเป็นกลไกที่จะไปล็อกล้อ หลัง ไม่ให้เคลื่อนที่<br />
เบรกมือจะอยู่บริเวณเกียร์ คืออยู่ถัดจากเกียร์ลงมาทางด้านหลังในกรณีของรถเก๋ง และอยู่บริเวณข้างพวงมาลัยรถในกรณีของรถบรรทุกเล็กและรถตู้<br />
การดูแลรักษาเบรกมือไม่มีอะไร เพราะไม่มีส่วนที่ต้องคอยดูแล เพียงแต่เมื่อใส่เบรกมือแล้วเวลาจะออกรถอย่าลืมปลดเบรกมือด้วย จะสังเกตได้จากไฟ เบรก ซึ่งจะทำระบบเบรกทางล้อหลังเสียได้ แต่รถยนต์บางรุ่นถ้ารถไม่ได้ปลดเบรกมือรถยนต์จะไม่วิ่งจนกว่าจะปลดเบรกมือ ให้เรียบร้อยเสียก่อน<br />
การใช้เบรกมือที่มีตำแหน่งอยู่บริเวณใต้พวงมาลัยให้ด้ามจับเบรกมือขึ้นมาจน สุดเช่นกัน แล้วหมุนไปทางขวาสูงสุด เวลาปลดก็ให้หมุนมาทางซ้ายและกด เช่นกัน<br />
เรื่องน่ารู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเบรก<br />
เบรกแบบดิสก์หรือแบบจานจะมีประสิทธิภาพการเบรกได้ดีกว่าเบรกแบบดรัม หรือแบบกระทำรถโดยทั่วไป นิยมใช้เบรกทั้งสองร่วมกันเพื่อป้องกันปัญหา ที่ระบบเบรกเกิดเสียขึ้นมาส่วนใดส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ยังสามารถทำงานได้</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/50/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ล้างรถอย่างไรจึงจะถูกวิธี</title>
		<link>http://www.alai2u.com/48/%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/48/%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 07:34:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ล้างรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ล้างรถให้ถูกวิธี]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีล้างรถ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[ล้างรถอย่างไรจึงจะถูกวิธี และไม่ทำให้เกิดริ้วรอยบนสีรถ
1. ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือล้างด้วยแชมพูสำหรับล้างรถโดยเฉพาะเพื่อที่จะได้ไม่ ทำลายสีรถ และล้างออกง่าย หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของขี้ผึ้ง (wax) เพราะอาจทำให้ผิวสีเหนียวเหนอะ ฝุ่นเกาะง่าย
2. ผสมน้ำยาล้างรถกับน้ำลงในถังน้ำ (ตามคำแนะนำข้างขวด) ถ้าเป็นแชมพูของคาร์แลค 68 ใช้เพียง 1-2 ฝา ผสมน้ำครึ่งถัง (3 ลิตร)
3. ฉีดสเปรย์น้ำให้แรงที่สุด เพื่อให้คราบฝุ่น ขี้ดิน หลุดออกจากตัวรถให้มากที่สุด โดยเริ่มจากด้านบน ลงด้านล่าง
4. ใช้ผ้านุ่มที่สะอาดล้างจากด้านบนสุด ไปส่วนต่างๆ ด้านข้าง ขอแนะนำให้ใช้ผ้า 2 ผืน (อย่าใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะอาจจะมีเม็ดกรวด ทรายติดอยู่) ผืนแรกใช้สำหรับล้างส่วนบน (หลังคา ฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงหลัง กระจกรถทั้งหมด) ผ้าผืนที่สอง ใช้สำหรับล้างส่วนด้านล่างของตัวรถ ตั้งแต่ขอบกระจกด้านล่างลงมา ทั้งหมด ไม่ควรใช้ผ้าสำหรับทำความสะอาดผิวรถปะปนกับผ้าสำหรับทำความสะอาดล้อ และส่วนอื่นที่สกปรกมากๆ
5. หมั่นซักและขยี้ผ้าที่ใช้ล้างรถบ่อยๆ และควรเปลี่ยนน้ำในถังบ่อยๆ เพราะสิ่งสกปรก และเม็ดทรายจะปนเปื้อนอยู่มาก ทำให้สีรถอาจเป็นริ้วรอยได้
6. เมื่อล้างรถเสร็จแล้ว ควรใช้ผ้าแห้งนุ่มๆ เช็ดรถให้แห้งทันที จะได้ไม่เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถ และไม่มีฝุ่นเกาะขณะเช็ดแห้ง

ข้อควรระวังในการล้างรถ
1. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>ล้างรถอย่างไรจึงจะถูกวิธี และไม่ทำให้เกิดริ้วรอยบนสีรถ</h2>
<div id="attachment_121" class="wp-caption alignnone" style="width: 142px"><img class="size-full wp-image-121" title="images[1]" src="http://www.alai2u.com/wp-content/uploads/2009/08/images11.jpg" alt="ล้างรถให้ถูกวิธี" width="132" height="99" /><p class="wp-caption-text">ล้างรถให้ถูกวิธี</p></div>
<div id="postmessage_67585">1. ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือล้างด้วยแชมพูสำหรับล้างรถโดยเฉพาะเพื่อที่จะได้ไม่ ทำลายสีรถ และล้างออกง่าย หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของขี้ผึ้ง (wax) เพราะอาจทำให้ผิวสีเหนียวเหนอะ ฝุ่นเกาะง่าย<br />
2. ผสม<span onclick="tagshow(event)">น้ำยา</span>ล้างรถกับน้ำลงในถังน้ำ (ตามคำแนะนำข้างขวด) ถ้าเป็นแชมพูของคาร์แลค 68 ใช้เพียง 1-2 ฝา ผสมน้ำครึ่งถัง (3 ลิตร)<br />
3. ฉีดสเปรย์น้ำให้แรงที่สุด เพื่อให้คราบฝุ่น ขี้ดิน หลุดออกจากตัวรถให้มากที่สุด โดยเริ่มจากด้านบน ลงด้านล่าง<br />
4. ใช้ผ้านุ่มที่สะอาดล้างจากด้านบนสุด ไปส่วนต่างๆ ด้านข้าง ขอแนะนำให้ใช้ผ้า 2 ผืน (อย่าใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะอาจจะมีเม็ดกรวด ทรายติดอยู่) ผืนแรกใช้สำหรับล้างส่วนบน (หลังคา ฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงหลัง กระจกรถทั้งหมด) ผ้าผืนที่สอง ใช้สำหรับล้างส่วนด้านล่างของตัวรถ ตั้งแต่ขอบกระจกด้านล่างลงมา ทั้งหมด ไม่ควรใช้ผ้าสำหรับทำความสะอาดผิวรถปะปนกับผ้าสำหรับทำความสะอาดล้อ และส่วนอื่นที่สกปรกมากๆ<br />
5. หมั่นซักและขยี้ผ้าที่ใช้ล้างรถบ่อยๆ และควรเปลี่ยนน้ำในถังบ่อยๆ เพราะสิ่งสกปรก และเม็ดทรายจะปนเปื้อนอยู่มาก ทำให้สีรถอาจเป็นริ้วรอยได้<br />
6. เมื่อล้างรถเสร็จแล้ว ควรใช้ผ้าแห้งนุ่มๆ เช็ดรถให้แห้งทันที จะได้ไม่เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถ และไม่มีฝุ่นเกาะขณะ<span onclick="tagshow(event)">เช็ด</span>แห้ง</div>
<div><span id="more-48"></span></p>
<h2>ข้อควรระวังในการล้างรถ</h2>
<div id="postmessage_67586">1. ไม่ควรล้างรถกลางแดด เพราะจะทำให้น้ำแห้งเร็ว เช็ดไม่ทัน และทำให้เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถ<br />
2. ไม่ควรใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะเม็ดทรายจะติดอยู่ในรูพรุนของฟองน้ำ เมื่อถูไปกับผิวสีรถ จะทำให้เกิดเป็นรอยขีดข่วน ควรใช้ผ้านุ่มล้างรถแทน<br />
3. ห้ามใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรถแทนการล้างรถ เพราะจะเป็นการทำลายสภาพสี โดยรอยขนแมวจะเกิดขึ้นจากผงฝุ่นต่างๆ ที่ติดบนผ้า ยิ่งเช็ดรถมากครั้งขึ้นการเกิดรอยก็ย่อมมากขึ้นตามปริมาณการเช็ด ควรล้างรถอย่างเดียว<br />
4. ไม่ควรใช้ไม้ขนไก่ หรือแปรงปัดฝุ่นทุกชนิด ปัดฝุ่นเพื่อทำความสะอาดรถ เพราะขณะที่ปัดฝุ่น ไม้ปัดฝุ่นจะลากถูขี้ฝุ่น เม็ดทราย ไปตามสีผิวรถ ทำให้เกิดริ้วรอย เหมือนกระดาษทรายเช็ดรถแหละครับ</div>
</div>
<div>
<h2>การเช็ดรถที่ถูกวิธี</h2>
<div id="postmessage_67587">1.ควรใช้ผ้านุ่มๆ เช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์ ในการเช็ดรถ เนื่องจากผ้าเหล่านี้ จะไม่ทำให้รถเป็นรอย<br />
แต่ถ้าผ้าชามัวร์แท้ ควรจะระวัง เวลาที่ผ้าชามัวร์แห้งสนิท จะแข็งตัว และเมื่อจะทำมาเช็ดรถ อาจทำให้รถเป็นรอยได้<br />
2.ควรเช็ดจากด้านบนก่อน เพื่อไล่น้ำลงมาด้านล่างของรถ</p>
<p>จุดที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงในการเช็ดรถ ควรเช็ดให้แห้งที่สุด<br />
1. ด้านในขอบประตูทั้งหมด<br />
2. ด้านในกระโปรงหลัง<br />
3. ด้านในฝาถังน้ำมัน<br />
4. ล้อแม็กซ์</p></div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/48/%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เติมลมยาง &#8220;ไนโตรเจน&#8221;</title>
		<link>http://www.alai2u.com/45/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.alai2u.com/45/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2009 07:30:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เรื่องรถ]]></category>
		<category><![CDATA[อะไหล่]]></category>
		<category><![CDATA[เติมลมยาง]]></category>
		<category><![CDATA[ไนโตรเจน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.alai2u.com/?p=45</guid>
		<description><![CDATA[
&#8221; ปัจจุบันการเติมลมยางไนโตรเจน  เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยม  เพราะมีข้อดีหลายอย่าง
ในระยะเริ่มต้น มีเติมเฉพาะยางล้อเครื่องบิน และ รถแข่งเท่านั้นครับ &#8221;
ข้อดีของการเติมลมยางด้วยไนโตรเจนมีดังนี้ครับ
1.ช่วยประหยัดน้ำมัน      จากการพิสูจน์ในอเมริกา รถที่เติมลมด้วยไนโตรเจน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจะลดลง  โดยจำนวนระยะทางที่วิ่งได้ต่อน้ำมัน 1 แกลอน จะสูงขึ้น 1 ถึง 1.5 ไมล์
เหตุผล ด้วยอุณหภูมิของล้อที่ลดลง เมื่อใช้ลมยางไนโตรเจน จะช่วยลดแรงเสียดทานในการหมุนของยาง จึงช่วยประหยัดน้ำมัน
2.ปลอดภัยยิ่งขึ้น             ทำให้อุบิตเหตุที่มีสาเหตุจากยางลดลง
เหตุผล เพราะไรโตรเจนจะช่วยรักษาอุณหภูมิของยางอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ความดันภายในลมยางขายตัวได้น้อย จึงช่วยรถอุบัติเหตุจากการระเบิดของยางที่เกิดจากความร้อน
3.ไม่ต้องตรวจเช็คลมยางบ่อย  อันนี้คงเหมาะกับสุภาพสตรีทั้งหลายที่ไม่มีความชำนาญเรื่องการดูแลรักษารถ
เหตุผล เพราะไนโตรเจนมีอะตอมขนาดใหญ่กว่า ออกซิเจนมาก ทำให้ซึมเข้าออกเนื้อยางได้ยากกว่าออกซิเจน  ดังนั้นลมยางจึงไม่ค่อยลดลง
4.ช่วยยืดอายุยาง มีผลมากกับยางที่ใช้น้อยแต่ใช้มาเป็นเวลานานๆ
เหตุผล  เพราะการเติมลมยางปกติ  ที่มีออกซิเจนผสมอยู่มากจะเข้าไปทำปฎิ กิริยากับเคมีในเนื้อยาง  ทำให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าไนโตรเจน นอกจากนี้การที่อุณหภูมิร้อนน้อยกว่าทำให้ยากสึกหรอน้อยกว่าอีกด้วย
ข้อมูลอ้างอิง บริษัทบริดจสโตนเซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.alai2u.com/"><img class="alignleft" title="ลมยาง" src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/272/7272/images/52584-55.jpg" alt="" width="269" height="199" /></a></p>
<p>&#8221; ปัจจุบันการเติมลมยางไนโตรเจน  เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยม  เพราะมีข้อดีหลายอย่าง</p>
<p>ในระยะเริ่มต้น มีเติมเฉพาะยางล้อเครื่องบิน และ รถแข่งเท่านั้นครับ &#8221;</p>
<p>ข้อดีของการเติมลมยางด้วยไนโตรเจนมีดังนี้ครับ</p>
<p>1.ช่วยประหยัดน้ำมัน      จากการพิสูจน์ในอเมริกา รถที่เติมลมด้วยไนโตรเจน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจะลดลง  โดยจำนวนระยะทางที่วิ่งได้ต่อน้ำมัน 1 แกลอน จะสูงขึ้น 1 ถึง 1.5 ไมล์</p>
<p>เหตุผล ด้วยอุณหภูมิของล้อที่ลดลง เมื่อใช้ลมยางไนโตรเจน จะช่วยลดแรงเสียดทานในการหมุนของยาง จึงช่วยประหยัดน้ำมัน</p>
<p>2.ปลอดภัยยิ่งขึ้น             ทำให้อุบิตเหตุที่มีสาเหตุจากยางลดลง</p>
<p>เหตุผล เพราะไรโตรเจนจะช่วยรักษาอุณหภูมิของยางอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ความดันภายในลมยางขายตัวได้น้อย จึงช่วยรถอุบัติเหตุจากการระเบิดของยางที่เกิดจากความร้อน</p>
<p>3.ไม่ต้องตรวจเช็คลมยางบ่อย  อันนี้คงเหมาะกับสุภาพสตรีทั้งหลายที่ไม่มีความชำนาญเรื่องการดูแลรักษารถ</p>
<p>เหตุผล เพราะไนโตรเจนมีอะตอมขนาดใหญ่กว่า ออกซิเจนมาก ทำให้ซึมเข้าออกเนื้อยางได้ยากกว่าออกซิเจน  ดังนั้นลมยางจึงไม่ค่อยลดลง</p>
<p>4.ช่วยยืดอายุยาง มีผลมากกับยางที่ใช้น้อยแต่ใช้มาเป็นเวลานานๆ</p>
<p>เหตุผล  เพราะการเติมลมยางปกติ  ที่มีออกซิเจนผสมอยู่มากจะเข้าไปทำปฎิ กิริยากับเคมีในเนื้อยาง  ทำให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าไนโตรเจน นอกจากนี้การที่อุณหภูมิร้อนน้อยกว่าทำให้ยากสึกหรอน้อยกว่าอีกด้วย</p>
<p>ข้อมูลอ้างอิง บริษัทบริดจสโตนเซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.alai2u.com/45/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
